Showing posts with label ไร้สาระ. Show all posts
Showing posts with label ไร้สาระ. Show all posts

Thursday, December 7, 2023

ชอบถูกคนจริงๆด้วย T T

เมื่อเดือนสองเดือนที่ผ่านมา (เขียนย้อนหลัง คิดตั้งแต่เย็นวันนั้นละว่าจะเขียนแต่ผลัดวันไปๆมาๆ เวลาไวจัง) ได้โอกาสโดยบังเอิญสุดๆเจอคนที่เคยชอบ จริงๆก็ไม่ใช่แค่เคย หลังจากโดนหักอกเสร็จแล้วเป็นเพื่อนกันต่อไปตามเดิมมาจนตอนนี้ ก็ยังชอบเหมือนเดิม

รู้สึกมาตั้งแต่ตอนไหนก็คงตั้งแต่เรียนเลย ยังจำทุกโมเมนต์นานๆทีที่ได้อยู่ใกล้ๆกันได้หมด ตอนเรียน ตอนทำโปรเจคต่างๆ ทั้งซ้อนจักรยาน ทั้งช่วงนึงที่ใช้ภาพโปรไฟล์เป็นภาพที่เราถ่ายให้ ทั้งงานห้องมืดตอนนั้น ทุกเที่ยวที่นานๆทีจะมาให้เห็นบ้าง

ถ้าไปดูไดอารี่ที่เขียนไว้ตอนนั้น (ซุกอยู่ในหอที่กรุงเทพ ถ้าผมตายไปแล้วใครผ่านมาเห็น blog นี้ เอาไปให้เค้าอ่านหน่อย เล่มเล็กๆปกลายจุดอยู่ลิ้นชักใต้ทีวี แต่ถ้ายังไม่ตายอย่าบุกเข้ามาเอานะ!)

จนหลังเรียนจบ จนก่อนไปเรียนโท แล้วสองปีที่อยู่นั่นก็คิดมาตลอดว่าจบกลับมาแล้วก็จะได้บอกซะที คิดว่าปั่นเปเปอร์ AR ไร้สาระนั่นจนจบมาได้ ก็เพราะมีแรงผลักดันโง่ๆแบบนี้เป็นส่วนใหญ่ 555

พอกลับมาก็ไม่รู้จะเอาโอกาสไหนเนียนๆไปเจอกันได้ (ตัวเองเป็น game dev อยู่คาเฟ่มันจะเจอได้ไงถ้าไม่นัดตรงๆ แต่นัดตรงๆยิ่ง awkward เพราะเราไม่ใช่คนแบบนั้น) จนผ่านไปปีกว่า จนได้โอกาสเคลียร์ความในใจกับอีกคน ที่เคยชอบหน่อยๆเหมือนกัน แต่ตอนนี้ถึงไม่แล้วเราก็ยังคาใจว่าถ้าไม่ได้บอก (บอกเฉยๆว่าเคยชอบ) คงจะเสียดายไปตลอด เราก็ได้บอกไป แล้วเค้าก็ขอบคุณ เป็นอันจบเควสย่อยด้วยดี ถ้าตายวันถัดๆไปก็คงเสียใจน้อยลงครึ่งนึง เพราะยังเหลือเควสหลัก กับทุกคนที่เคยชอบในอดีตที่ผ่านมาก็บอกด้วยปากจริงๆหมดแล้ว

...แล้วมีโอกาสเนียนจริงๆเกิดขึ้น (เห็นตัวทีรู้สึกเหมือนเห็นโปเกม่อนในตำนาน คือคิดดูว่า ภาพเค้ามีแต่ในใจมาตลอด 2 ปีที่อยู่ญี่ปุ่นแล้วบวกอีก 1~2 ปีหลังกลับไทย.. แบบ ตัวจริงเป็นงี้นี่เอง)

วันนั้นก็เลยลากๆมาท้ายแถวเพื่อนไม่อยากให้ใครได้ยินแล้วก็บอกเลย เรียนรู้มาเยอะแล้วว่าชีวิตไม่ได้เหลือเวลาพอที่จะรอโอกาสหน้า หลังจากที่รอมา 4-5 ปีตั้งแต่สมัยเรียน เรียนจนได้มาอีกใบ

เค้าก็งงว่าไปทำตัวให้ชอบตรงไหนไม่เห็นจะรู้เรื่อง คือแค่เห็น routine ปกติต่างๆของเค้าระหว่างเรียน ก็คิดว่าถ้าได้ใช้ชีวิตกับคนนี้ตลอดไปคงจะไปด้วยกันได้จนแก่แน่เลย แบบ ข้อเสียของเค้ากับข้อเสียของเรามาอยู่ด้วยกัน  มันคงโอเคมากๆๆ ไม่ต้องทำตัวให้ชอบซักครั้งก็ไม่เห็นเกี่ยวกัน เพราะถ้าคบกันจริงๆก็คงเป็นปกติๆแบบนี้แหละที่เราสบายใจ

จากนั้นก็เป็นหนึ่งในคืนที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตเพราะเย็นวันนั้นไม่ได้คำตอบ (กำลังจะไปกินเลี้ยงกันเฉยๆ ก็เข้าใจอยู่ว่าถ้าตอบเลยอาจจะ.. เกิดเรื่องไม่แน่นอน) แล้วเราก็บอกว่าพรุ่งนี้ค่อยตอบก็ได้ แต่ก็เน้นว่าอยากได้คำตอบเพราะครั้งที่ผ่านมาเหมือนไม่ได้คำตอบชัดเจน แล้วให้เราคิดเอาเองว่าตอบไม่ แล้วมันค่อนข้างเจ็บอยู่นะ แบบ เจ็บนานเรื้อรัง

แล้วหลังจากไม่ได้นอนทั้งคืนนั่งรอคำตอบ ถึงเวลา 6-7 โมงเช้าก็ได้คำตอบผ่านทาง messenger ก็เป็นอันอกหักไปว่าเค้าไม่ได้คิดกับเราแบบนี้ (ขอบคุณจริงๆนะที่อุตส่าห์ตื่นมาตอบ)

จากตอนนั้น (อันนี้ถ้าไปอ่านไดอารี่ที่ว่า คงจะเป็น content เดียวกัน) ก็แบบแทบจะเดินเบี้ยวเลยเวลาไปทำงานคาเฟ่ (จำได้ว่าเป็นประมาณ 10 วัน ถ้าเซิจ Twitter (X) แล้วถูกวัน จำได้ว่าเพ้อเจ้ออะไรซักอย่างไว้เกี่ยวกับเดินไม่ตรง) เพราะเหมือนเป้าหมายที่ยึดมาตลอด 4-5 ปีมันโหว่ไปซะงั้น แต่มันก็ฟินนะที่เราจบผ่านช่วงชีวิตใหญ่มาได้อีก milestone นึง แล้วที่สำคัญคือได้คำตอบจริงๆ เราก็เป็นเพื่อนกันต่อไป

แต่เพราะเราไม่ได้ชอบเค้าเพื่ออยากได้เป็นแฟนเฉยๆ เราชอบเค้าเพราะเค้าเจ๋งจริงๆ ความชอบมันก็ดันไม่ได้หายไปไหนกับแค่อกหัก (ไม่เหมือนกับการไม่ move on) โชคดีที่ต่อจากนั้นก็มีเรื่องจิปาถะได้คุยเล่นกันใน Line มาเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เด้งมาแล้วเป็นชื่อเค้า มันแบบโคตรดีใจ กลิ้งสิบตลบบนเตียง made my day มากๆ 555555 เหมือนคนบ้าเลย

มีเรื่องไร้สาระนึงต่อมาคือ Netflix มันเริ่มจับครอบครัวปลอม 555 แล้วเกี่ยวกันยังไง คือรู้สึกว่าเรากำลังจะเสียโอกาสอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ที่จะได้คุยกับเค้าต่ออย่างเป็นธรรมชาติอะ 55555 ติงต๊องจริงๆแต่ก็เสียใจจริงๆ แต่ก็นะ กติกาก็คือกติกา ยอมสมัครไอดีบ้านของแท้แต่โดยดี (ซึ่งก็มีแต่แม่ดู)

อันนี้ยังไม่ถึงประเด็นเลยนะว่าชอบถูกคนอะไร แต่ได้โอกาสเหลือเชื่อประทานมาโดยเควส DBD ส้นตีนที่จะได้เห็นตัวเป็นๆอีกครั้ง (โปเกม่อนในตำนานอีกครั้ง) แล้วก็นี่แหละ พอไปเห็นตัวจริง แม้จะแค่ไม่กี่นาที แต่เป็นไม่กี่นาทีที่ build up มาเป็นปี แถมยังเป็นโอกาสที่ไม่ได้ตั้งตัวมาก่อนด้วยนี่สิ (ไม่เหมือนเย็นวันบอกชอบนั้นที่เพื่อนนัดกันก็เลยเตรียมใจมาหน่อยแล้ว)

จะร้องไห้ (แต่เก็บไว้ไปกรี๊ดหลังกลับห้องดีกว่า)

เค้ายังดู น่ารัก ชิบ หาย เหมือนเดิม นิสัยเอื่อยเฉื่อย เรื่อยเปื่อยเหมือนเดิม เป็นคนเดิมตามที่เราวาดภาพในหัวไว้ทุกครั้งที่แชทใน Line ตั้งแต่ Netflix ยังไม่ยึดครอบครัวคืน แชทไปกลิ้งๆจิกหมอนอยู่คนเดียวในห้องไป คนเดิมที่เราคิดว่าอยากใช้ชีวิตด้วยกันตั้งแต่ตอนนู้นนนน

แต่ยังไงเราก็ต้องเก็บความรู้สึกนี้ไว้แล้วทำตัวปกติต่อไปเดี๋ยวเค้าว่าบ้า (ขอบคุณคุณเพื่อนที่ขับรถด้วยครับที่ทำให้วันสุดพิเศษนี้เกิดขึ้นมาได้)

ตอนนั้นแหละที่รู้สึกดีมากๆ ว่าเราแม่งชอบถูกคนจริงๆด้วย (ติดนิดเดียวแค่เค้าไม่ได้คิดกับเราแบบนั้นอะ 555) ถ้าเวลามันจะผ่านมาขนาดนี้ ไม่ได้เห็นกันนานขนาดนี้ มาเห็นอีกทีตอนอายุ 30+ ป่านนี้แล้วยังดีใจเหมือนกลับเป็นวัยรุ่น เราคงชอบถูกคนตั้งแต่ 6-7 ปีที่แล้วแหละ

คิดอยู่ว่าสถานะแบบนี้มันก็ดีนะ ถึงจะไม่ดีที่สุดแต่ดีกว่าแบบอื่นๆที่เป็นไปได้อีกหลายแบบเยอะ อาจจะฟังดูเว่อร์ แต่รู้สึกฮึดอยากมีชีวิตต่อไปจนกว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีก เจอกันเฉยๆ เห็นหน้ากันเฉยๆนี่แหละ

แล้วทำไมเพิ่งมาเขียนเอาป่านนี้ คือเพิ่งเอามาเคลือบ (ร้านก็เก่งด้วยที่ประกอบรอยฉีกให้ใกล้เคียงที่เดิมได้...) เราเก็บของที่เคยได้จากเค้าทุกชิ้น (เคยได้ภาพ portrait ตอนนี้ภาพนั้นก็เก็บอยู่ใกล้ๆไอ้ไดอารี่ลายจุดนั่นแหละ) รวมทั้งของคนที่ผ่านมาที่เคยชอบด้วย เช่นอมยิ้มรสส้มที่ยังเน่าอยู่ในเป้ตอนนี้โดยที่ไม่มีมดตัวไหนมากินได้ตลอด 6-7 ปี


ปล. ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆชิ้นนี้ก็ยังอยู่ เข้าใจว่าปากกาโง่ๆพังเค้าเลยโยนเปลือกให้เราไม่ได้คิดอะไร แต่เราดันชอบเค้าอยู่ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แล้วบนปากกามีคำว่า I LOVE YOU (เป็นลายภาษาอังกฤษ random โง่ๆตามสไตล์เครื่องเขียนเถื่อนๆ ไทยๆ) ที่เค้าคงไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้นแค่เอาขยะให้เรา เออ แต่เราคิดนี่สิ 5555555555555555555 เก็บขยะติดตัวมาตั้งแต่วันนั้น ไปเรียนโทที่ญี่ปุ่นด้วยกันกับซากอมยิ้มและซากปากกา 55555

(อันที่จริงไอ้ขนมสีชมพูนี้ชื่อภาษาญี่ปุ่นก็ชวนคิดมากเหมือนกัน ว่าเรายังมีหวังรึเปล่าถ้าเราบอกเค้าอีกที แต่คิดว่าเค้าคงไม่ได้อ่านออกขนาดตั้งใจสื่อความหมายซับซ้อนขนาดนั้น แล้วอีกอย่าง เค้าให้ทุกคน 555)

Saturday, January 28, 2023

ญี่ปุ่นอีกครั้ง

ได้ไปญี่ปุ่นอีกครั้งหลังจากตั้งแต่จบโท! ตื่นเต้น ติดโควิด ทำงานหาเงินมานาน

อย่างแรกที่นึกถึงก็ต้องเป็นเจ้าอมยิ้มเนี่ย ที่เปลี่ยนกระเป๋ามากี่ใบก็พาย้ายตามมาด้วย (โชคดีที่จนป่านนี้มดก็ยังหาไม่เจอ เพราะเป้เคลื่อนที่ตลอด...) ทุกครั้งที่ย้ายกระเป๋าก็จำได้ว่าถ่ายรูปประมาณนี้ไว้ 

อย่างที่สองก็คงเป็นทริปนั้นที่โดดแลปไปกับเพื่อน ทริปนั้นชอบมาก เหมือนฝันกับหลายๆอย่าง ทั้งเขียนเมลสุดซึ้งหาอาจารย์ให้ปล่อยให้มาเที่ยว จังหวะต่างๆ และเพื่อนๆในกลุ่ม

รอบนี้ไม่ได้ย้ายกระเป๋า แค่รู้สึกอยากเขียนแบบ blog เป็นที่ระลึกไว้บ้างว่ามันยังอยู่ เผื่อภาพที่ผ่านๆมาหายไปอย่างน้อยก็จะได้ยังมีอยู่ในเน็ต ซักภาพนึง 555

Saturday, August 22, 2020

2 + 2 + 2 + 1(d) + ? + 今

บางทีก็สงสัยว่ารออะไรเวลามันก็โหดร้ายเกินไป! แต่เป็นโรคจำเวลาฝังใจมาแต่ไหนแต่ไร บางทีก็ไม่ค่อยดีกับสุขภาพจิต นี่ใกล้จะ epic เท่าเรื่อง 10 นาทีนั่น กับติดพายุละ แต่คนละ genre

6 ปีกับ 1 วันก็ว่าพีคละ ตอนวืดนั่นก็ นะ

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก today is the day

มองย้อนหลังดูนาน แต่ดันนั่งนับถอยหลังมาเรื่อยๆ เออตื่นเต้นดีก็ดีเหมือนกัน

ตอนแรกกลัวเดินไม่ตรงเหมือนวันนั้นอีก 555 จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าโน่นนี่นั่น simulate ไปซะกี่กรณี

ผลคือคิดว่าหลายๆอย่างดีกว่าที่คิด ปกติกว่าที่คิด มีแต่เรานี่แหละที่คิดมาก

แต่ก็ดีเหมือนกัน ความสุขขขเล็กๆ มาจากการที่รอช่วงเวลามานานแล้วในที่สุดก็มาถึง ตลกก็ตลกดีเหมือนเป็นบ้ากับอะไรแค่นี้ แต่โดยรวมดีๆๆๆๆ ความสุขมวลรวมเป็นบวก if it ain't broke don't fix it

ยังไงโดยรวมก็ ดี (มาก) ไม่มีอะไรจะเสียดายนี่แหละดี กว่ากรณีอื่นๆที่อาจจะแย่กว่านี้เยอะ เย้..!

Savor this moment.

Until the next time, if there is one.

โรคคิดว่าทุกครั้งมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นครั้งสุดท้ายกลับมาทุกที แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้ทุกครั้งมีความหมาย มีความหมายจนต้องอัพบล็อคแน่ะ

And yes I actually just updated the blog because I was happy. What a blasphemy!

Monday, December 2, 2019

Ridiculousness

For once I want to express something in English here, mainly because the word "ridiculous" I want to use is not has no equivalent in Thai that express how ridiculous it is.. lol just by reading it, ridiculous sounds so ridiculous, right...

I have had the 1 year wait that results in a 1-2 minutes outcome before. Great, still something tangible no matter how small that is. I thought I am ready for anything after this point.

That epic thunderstorm survival event that turns out empty. Questionable, but I was getting used to this I think it's normal that things wouldn't go as I want to most of the time.

The car then overheat and broken at the very important moment. That is just golden.

I do remember the eclair. Still fails. That made me think about a piece of colored paper I intended to keep it preciously but still manages to lose it. Good thing that last one is still here in my bag, I learned from my mistake. The stupid broken shell of a previously-a-pen is still here too. I still don't know what that means but I keep what makes me happy.

How about that and that and.. there are too many to recall here. Maybe you can just read one of my diary when I die. Or maybe I didn't write those down at all, not that I have enough guts to go and check them.

The most recently is this, 2 years of wishful hope. It was still not stupid, but that didn't happen either, and then after that day I got it cleared out finally and there is no more reason to hope. But it didn't hurt anyways so it secretly turned into a pointless, stupid, and even fun hope that it is OK on any outcomes. I thought that was the best state to be in honestly, and I was able to walk straight again by keeping it like that.

Then lol, a year after, totalled to 3 years, it happened except that I missed it. The chance to be happy for about 5 minutes I could have. All 3 years considered, I should have got this statistically speaking. Then of course! It happen on just 0.5% of the time that I could miss. This is completely ridiculous, I laughed wryly in my mind. Immediately all my past ridiculousness came back to remind me how everything magically fails.

Well I was wrong, it did hurt. Maybe only a bit, because it is completely ridiculous in both how low the chance that it could happen but it happens anyways, and the stupid reason to hope for it. I could have been a bit happier if I got that, but it would have been a big achievement. I keep regretting to the what-if scenario if I got that very small but important happiness.

One funny thing, I think it would be 0 or +, if it didn't happen then that's fine. If it happen then it's a small boost in happiness. But given how low the chance of it happening, when it did happen AND I know I missed it, there is a hidden - appearing from nowhere!

There is no going back to get it, I should hope for the next future where next thing fails, but I can't help regretting. Well, damn.

Life's crazy, maybe I was blinded by only the things that went wrong and not seeing the thing that goes right. But hoestly now that a day passed and I calmed down, I can't still think of anything that goes right recently or even counted years or 2 years prior.

Maybe I could count that I successfully made a crispy pork by research, or that I finally made over 5000 THB income from my passives I built? Well, those are nice. But the thing that hurt the most scales according to how you had been working for it. Those somehow always crashes, hard. By always, I think there is no long-term things that goes well so far.

Also I wondered why human are somehow wired to kill itself when these thing repeatedly happen. This thinking will be a funny one after some days passed but it was surreal when it came to mind. It is just ridiculous that something as long as in "years" unit just goes poof, in a matter of realization. And everytime, unbelievable.

I just have to stay strong to my personal point of life  : "to keep living to see the next event whether that is a bad or good one". But I just hope that type things out in a blog that no one would came across should help me out some more now that the wound is still fresh.

Anyways, all of these are all stupid. The only problem that it hurts for real, which is also stupid. I wish I choose to not knowing about something more often, maybe I would be happier that way.

Wednesday, January 23, 2019

สวก




พูดถึงชมรมพิมพ์ดีด ก็ทำให้นึกถึงชมรมต่อไปที่ได้เข้าเพราะเขาบังคับให้หาเข้า คราวนี้ได้เข้าชมรมครอสเวิร์ด ซึ่งจริงๆเป็นเกมก๊อปมาจาก Scrabble ฝรั่ง แต่ชื่อเทพกว่าก็เลยติดตลาด

ชมรมนี้ค่อนข้างโอเคเพราะแค่เล่นเกมจนจบคาบแล้วมีจดคะแนนสะสมนิดหน่อย

แต่พอไปซักพักก็ต้องมีเรื่องเอาหน้าให้ครูด้วย ก็คือมีการส่งตัวแทนไปแข่งครอสเวิร์ดระดับประเทศ โดยต้องสู้กันคัดเลือกระดับโรงเรียนก่อน แล้วผมก็ได้โดนจับเข้าไปอยู่ในสาย

เหมือนในการ์ตูนกีฬา รอบแรกจะเจอคนหน้าตาโกงๆหน่อย แต่ด้วยพลังพระเอกก็เลยชนะมาได้

ตาฉันเทิร์น ขอลงแบบขนานโดยวางตัว K ไว้ตรงช่อง triple letter score

เดี๋ยวนะ ตรงข้างๆนี้ OK นี่เอาเลยเหรอ

โง่รึเปล่า เกิดมาไม่เคยได้ยินคำว่า OK รึไง

ขอ challenge ครับ

ไม่มีคำว่า OK ในพจนานุกรมค่ะ กรรมการสาวตอบอย่างรวดเร็วโดยที่ยังไม่เปิดเลยด้วยซ้ำ

อ้าก อ้าก อ้าก อ้าก อ้าก อ้าก!! กรอดด

นายพลาดแล้วสมชัย (ชื่อสมมติ)

แต่รอบต่อมา ผมได้แข่งกับผู้หญิงคนนึง จะได้ว่าอยู่ต่ำกว่าผมอยู่ 1 ชั้นปี

ฝากตัวด้วยนะคะ เธอพูดพลางก้มหน้าเบาๆ แสงแดดจากหน้าต่างไม้ส่องเข้ามา เด้งผ่าน BSDF ในเส้นผมสลวยของเธอเกิดเป็นสีสันสวยงาม

ครับ

นะ หนอย อย่าคิดว่าน่ารักแล้วจะใช้แผนนี้ได้ผลนะ

เธอมีลุคที่ค่อนข้าง refined และใจเย็น แม้ว่ากฏบ้าบอของโรงเรียนตอนนั้นจะให้ตัดแค่ทรงกะลาครอบ (ตอนนี้มัดข้างหลังได้ จบมาแล้วทุกอย่างดีขึ้น) ก็รู้สึกว่าทำผมออกมาได้ดูเข้ากัน ขอชมจากใจ (ในใจ)

แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับการแข่งขันนี้ อย่าหวังว่าฉันจะออมมือให้นะ ขอเอาศักดิ์ศรีของคนเล่นเว็บ neopets ทุกวันเป็นเดิมพัน จะลงคำที่ดีที่สุดที่มี

แข่งไปถึงกลางๆกระดานคะแนนค่อนข้างสูสีกัน ผมหยิบตัว Q ขึ้นมาได้ ในหัวแน่นอนผมเล็งว่าตรงไหนกันแน่ที่จะ ขัวขอดสวก (QUA QAT SUQ) ได้ ผมเจอที่ๆจะสวกได้แล้วก็เลยต่อเข้าไปท้ายตัว S ที่ต่อเอาคะแนนหน้าด้านๆมาเมื่อเทิร์นก่อน

จบเทิร์นครับ

เป็นไงล่ะเจอตัว Q เข้าไป คราวนี้แหละ จะทิ้งห่างให้ได้เลย

ตาฉันเทิร์น ขอลง QUESTION ต่อท้ายตัว Q บิงโกค่ะ

อะไรกัน!!

ผลของ double word score ทำงานทำให้คะแนนยิ่งพุ่งขึ้นไปอีก

ครืน ครืน ครืน ครืน ครืน ครืน ครืน ครืน อ้าก อ้าก อ้าก อ้าก !!!

ต่อจากนั้นไม่ว่าผมจะหยิบไปกี่ตัวก็ไม่เจออะไรดีๆที่จะเอาคะแนนกลับมาได้ ก็เลยแพ้เธอไปในที่สุด

ก็เป็นอีกชมรมนึงตอน ม. ปลาย เออจะว่าไปแล้วมีอีกชมรมนึงตอน ม.6 แต่ไม่ค่อยมีอะไรอันนั้น 555

Tuesday, January 22, 2019

กำดำ

"กำดำ" เรียนเรื่อง typography แล้วก็ทำให้นึกถึงตอนอยู่มัธยมที่อุดร ตอนนั้นมันบังคับให้เลือกเข้าชมรม ผมไม่รู้จะเอาอะไร ชมรมคอมพิวเตอร์ที่น่าจะมีเกมให้เล่นก็เต็ม ก็เลยเลือกเข้าชมรมพิมพ์ดีด ยังไม่ได้สนใจจะเป็นโปรแกรมเมอร์ (โปรแกรมครั้งแรกจริงๆเริ่มกับ C# ตอนปี 1) สสวท ก็เลือกสอบชีวะเพราะคอมมันเขียนว่าต้องใช้ C++ แต่รู้จักแค่ html สุดท้ายก็ไม่ติด เพราะแค่เจอสัตว์ประหลาด 5 ตัวแล้วให้ตอบว่าไฟลัมอะไรก็ยอมแล้ว มันไม่เหมือนในไลท์โนเวลที่จะได้เจอกับหัวหน้าชมรมเป็นสาวซึนที่ค่อยๆเปิดใจ หลังจากที่เราได้พิมพ์ดีดด้วยกันมาพักหนึ่ง พิมพ์ดีดมีประมาณ 30 เครื่อง เก่ามาก เครื่องเก่าไม่พอห้องก็เก่าเพื่อให้เป็นบรรยากาศเดียวกัน เป็นบรรยากาศสีน้ำตาลๆ เหมือนร้านของชำ แล้วก็มี อ. ที่เหมือนยายขายของชำ พิมพ์ต้องพิมพ์บนกระดาษโรเนียวด้วย ทำให้เวลาทำไม่เสร็จต้องมาทำต่อวันหยุดอีกเพราะกระดาษมีที่นี่ที่เดียวโดยนัด อ. มาเปิดห้อง เป็นชมรมที่ไม่น่าเลือกมาหาเรื่องใส่ตัวเลย ใครที่ที่ทำงานแม่มีเครื่องพิมพ์ดีดนี่ถึงกับต้องแอบเอากระดาษโรเนียวออกไปทำต่อที่อื่น พิมพ์ตอนแรกก็ตั้งใจอยู่ คือวางมือ ฟหกด่าสว ถูกต้อง เวลาจะกดอะไรที่อยู่นอกจากนั้นทีนี่ต้องคิดอย่างหนักว่าต้องเอานิ้วไหนไป ต้องพยายามยับยั้งกิเลสที่จะจิ้มดีด พิมพ์ส่วนหัวตรงวันเดือนปีนี่ตอนชิดขวานี่เร้าใจมาก เพราะอย่าลืมว่าเราต้องกด carriage return (ตรงตัว) ตอนจบบรรทัดไม่ใช่จบ paragraph แบบคอมปัจจุบัน ถ้าพิมพ์ไปเรื่อยๆมันก็จะหลุด 555 พิมพ์ดังโช๊ะๆไปนี่ก็ต้องแงะไอ้ตัวดีดออกเรื่อยๆเพราะมันชอบมาชนกัน แล้วถ้ากดแบบมั่นใจไปหน่อยนิ้วจะลงไปในรูระหว่างปุ่ม อันนี้เจ็บปวด สุดท้ายทนอยู่จนจบเทอม งานเหลือเยอะมากทำไม่ทัน แต่ก็สายไปแล้วเพราะทุกคนทั้งห้องยอมแพ้เปลี่ยนมาเป็นท่าจิ้มดีด 555 จิ้มโช๊ะๆ แปปเดียวเสร็จ สรุปคือไม่มีใครได้อะไรเลยนอกจากเกรด แล้วก็ได้อีกอย่างคำฝึกคำนึงที่ฝังอยู่ในใจมาจนถึงตอนนี้ "กำดำ" เสาร์อาทิตย์แทนที่จะได้ตื่นมาจองขอบหน้าผาหนอนทรายเก็บเลเวล ดันต้องมาพิมพ์ดีด "กำดำ"

Friday, July 13, 2018

ไอดารี่

13/12/2015
10/10/2016
12/12/2017
13/07/2018

มันคือ!

วันที่ของไดอารี่

กลายเป็นมนุษย์เขียนไอดารี่ ปีละ 1 ครั้ง 555555

เปล่าหรอกคิดถึงเลยมาเปิดดู ก็เลยคิดได้ว่ามันเจ๋งดีนะ
แค่จับปก ก็เหมือนวูบบบบ ย้อนเวลา เหมือนรอบๆตัวเปลี่ยนเป็นสถานที่ต่างๆไปเรื่อยๆ!

Monday, June 4, 2018

ความคาดหวังที่ orthogonal

ไปทริปกับครอบครัวที่ผ่านมา แม่พูดแต่เรื่องระบบสืบตระกูล เบื่อออออ ประมาณ 38 ครั้ง เดี๋ยวนู่นก็จะแต่งงานแล้ว นี่ก็เป็นการแสดงความรับผิดชอบของเค้านะ ส่วนไอ้หมอนี่เมื่อไหร่ฮึ ไอ้พวกนี้มันเฉื่อยค่ะ เฉื่อยบ้าอะไร เหมือนโดน deny existence ตลอดเวลา จะทำเกมทำอะไรก็ช่างไม่ว่า แต่จะรอแค่เมื่อไหร่แต่งงานกับเป็นครูมีเงินเดือนซะที? เรื่องโดนว่าไม่รู้จักแสดงความรับผิดชอบเพราะไม่ยอมเป็นฝั่งเป็นฝามั่นคงให้แม่ซักทีนี่ จริงๆก็เคยโดนมาก่อนแล้ว

เฉื่อยนี่ยิ่งตบหน้า คือ 2-3 ปีนี่คือไม่เฉื่อยที่สุดในชีวิตแล้วมั้ง ที่นั่งทำมามันเหมือนว่าเราอยู่นิ่งๆซะงั้น? ตอนอยู่ ป โทก็นับแค่วิจัยกับใบจบแต่เวลาส่วนใหญ่ที่เอามาออกแบบเกมสงสัยไม่นับ แต่คนทั่วไปมองว่าชีวิตอยู่กับที่ไง เงินเดือนก็ไม่มี checkpoint อย่างเช่นเงินเดือนขึ้น ตำแหน่งขึ้นมันก็ไม่มี จะมี git commit log ก็ไม่ใช่อะไรที่จะเห็น บาง log ยิ่งต้องชมตัวเองเป็น milestone ที่สร้างเองเพราะไม่มีเจ้านายไม่มีปาร์ตี้อะไรจะมาฉลอง เซิจดูหาเครื่องหมายตกใจเยอะๆคงเจอ

ส่วนเพจนี้ที่เป็นตัวตนของเราจริงๆก็ไม่สน ละก็ชอบว่าไม่เล่นไลน์ไม่เล่นเฟซ ก็ไม่มีอะไรจะเล่าในนั้นนี่นา จะให้เล่าก็ออกมาเป็นเหมือนคอนเทนต์เพจนี้เพราะนี่แหละสิ่งที่เราทำที่เราเจอทุกวัน จะดูตลกมั้ยล่ะเวลาอยู่กลางฟีดคนอื่นๆที่เขา "ชีวิตเดินหน้า" กัน ก็เลยทำเป็นเพจแทนจะได้ไม่เบียดเบียนใครละใครอยากฟังค่อยเข้ามา

จริงการตัดใจมาทำอะไรแบบนี้ มันน่ากลัวอยู่แล้ว ทำไมจะไม่เคยคิดกังวลเรื่องนี้ เรื่องที่จะไม่เจอคน ชีวิตด้านนึงมันก็ต้องหยุด (ชั่วคราว) อยู่แล้ว ซักวันคงกลับไปเป็น normie แต่ก็ไม่ได้อยากให้มาย้ำทุกครั้งที่เจอกัน ปีละ 3-4 ครั้ง ของมันใช้เวลาทำ

เคยอธิบายดีๆตั้งหลายรอบแล้ว ว่ามันจะไปได้อย่างที่คาดหวังได้ไงในเมื่อทุกวันเป็นงี้ ถ้าเลือกงานราชการปกติก็ easy mode ไปแล้ว เพราะมีเงินมีสังคมไง align กับความคาดหวังพอดี นี่เลือกจะทำเกมเหรอ เหมือนหาเรื่องใส่ตัวเองเพราะทีนี้นอกจากต้องพยายามเรื่องเกมแล้ว ยังต้องมาคอย satisfy อันที่ไม่ได้อยู่ในทางนั้นพร้อมกันอีก ความคาดหวังมัน orthogonal กันกับทางที่ไป ก็ไม่รู้จะมาหวังทำไม อันนี้ก็ต้องคอยบอกให้ชื่นใจ เออเดี๋ยวเสร็จแล้วจะทิ้งไปเข้างานปกติๆแล้วรออีกหน่อย จริงๆก็แอบรู้สึกว่าตัวเองน่าจะมี potential ด้านทำเกมแหละ แต่ไม่รู้สิ เจอ fake difficulty เพิ่มขึ้นมาเยอะเกิน ลองคิดว่าถ้าทุกวันมีคนมาคอยย้ำว่าเมื่อไหร่จะได้เป็นนักบินอวกาศ ทั้งๆที่ไม่ได้มีอะไรที่ไปทางนันเลยจะรู้สึกยังไง
พอแบบนั้น ก็บอกว่านันมันก็ไม่เหมือนกัน ชีวิตมันก็ต้องมีทั้งงานทั้งอย่างอื่นไปด้วยกันไม่ได้เหรอ "ใครๆเค้าก็ทำกันทำไมเราไม่ได้" (อันนี้ไม่ใช่ทริปนี้ ตั้งแต่ปีใหม่) โอ้ชิท ยิ่งรู้สึกเหมือนโง่เองที่พยายามทำเกมแบบใส่เต็ม 300% เหมือนทุกวันนี้

แค่นิยามคำว่าชีวิตก็ไม่ใช่แล้ว แม่คิดว่าชีวิตประกอบด้วยงานกับครอบครัว ไม่ใช่ การใช้ชีวิตคือการใช้ชีวิต จะทำอะไรก็คือการใช้ชีวิตนะผมคิดว่า จะไปว่าคนที่เค้าตั้งใจสร้างของอยู่คนเดียวว่าชีวิตขาดหาย มันก็ดูไม่ใช่ ไม่ได้อยากจะพูดว่างานคือชีวิต เพราะมันฟังดูลบ ที่ฟังดูลบเพราะนิยามชีวิตมันเป็นแบบนั้นแหละ งานคือชีวิตก็เลยแปลว่า แล้วสังคมกับครอบครัวล่ะ? ถ้าเปลี่ยนคำว่างานเป็นการใช้ชีวิต อาจจะฟังเข้าท่าขึ้น ทุกวันนี้ปั่นเกมอยู่ก็โดนมองว่า "ทำแต่งาน" (implies แล้วเมื่อไหร่จะมีครอบครัว) ทำไมถึงไม่มองว่ากำลัง "living" บ้าง คนที่มีความสุขกับคนที่รักเขาก็กำลัง living คนที่สนุกกับการสร้างอย่างวิศวะเขาก็ living

พ่อแม่ก็คิดถึง เวลาก็ไม่รู้จะได้เที่ยวกันอีกกี่ครั้งไงก็เลยไปด้วย แต่พออยู่ด้วยกันก็มีแต่ความคาดหวังบ้าบอ เลยไม่รู้จะคิดยังไง เลยไม่อยากกลับบ้านเพราะมันมีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตแบบนี้ไงเสร็จแล้วจะไปเข้างานได้เงินให้พอใจอยู่หรอก เพราะพ่อแม่ก็รักเหมือนกันเลยอยากเอาใจ แต่แม่งเหนื่อย ถ้าไม่ทำเกมก็ได้เอาใจไปด้วยใช้ชีวิตปกติไปด้วยได้นานละ อยากตั้งใจทำเกม ทำเพลง แล้วเอาไปขายอาจจะได้เจอคนที่เค้าชอบสิ่งที่เราทำจริงๆมากกว่า เหนื่อย เซ็งชีวิต ปล.อีก 30 นาทีลบ ได้พิมพ์ค่อยใจเย็น

Monday, April 30, 2018

บาเซลกีส



ไปงานแต่งของปอมหน่ามา ได้ของชำร่วยเป็น succulent มาต้นหนึ่ง ไม่เคยได้ของชำร่วยเป็นต้นไม้เลยแฮะ แต่ชอบ ไอเดียดี *-*

ประกอบกับตอนนั้นโดนบอลซันพาไปล้างสมองในสวนกระบองเพชรมาแล้ว เลยรู้สึกพิเศษกับมันมากขึ้นมั้ง แล้วก็ไม่อยากให้มีอันเป็นไปเหมือนต้นตูดที่ทำมันตายไปแล้ว 555 ครั้งนี้ได้วิธีดูแลมาด้วย ดูซิว่าทำตามทั้งหมดแล้วมันจะรอดมั้ย


Friday, April 27, 2018

เอโมมิ


เราเป็นคนที่มีนิสัยเสียอย่างนึง คือชอบจมอยู่กับความทรงจำ คำสัญญา หรืออะไรซักอย่าง จนถึงขั้นที่ว่าชอบคิด ก็สัญญากับตัวเองไว้แล้ว ต้องทำให้ได้สิ คิดแบบนั้นย้ำๆ โดยที่ไม่ได้ดูปัจจุบันเลย

เหมือนเครื่องจักรที่ตั้งโปรแกรมเดินเครื่องไปแล้ว หยุดไม่ได้จนกว่าจะเสร็จ หรือถ้าไม่เสร็จทำอย่างอื่นไปด้วยก็ได้แต่ก็ไม่มีทางลบคำสั่งแรกออกยังไงก็ต้องเสร็จ

Wednesday, February 14, 2018

โอะ

เหมือนจะจำได้ลางๆว่าเคยมาพิมพ์ในนี้ว่าปีที่แล้วเอาช็อคโกแลตไปให้ป้าแลกเหรียญ 3 คนกับพี่ ..ลืมชื่อแล้วที่ร้าน Cafe Del Stella

ปีนี้ร้านเกมก็ไม่อยู่แล้ว ร้านกาแฟเดิมพี่คนเดิมๆก็ออกกันไปหมดแล้วแถมเปลี่ยนเวลาปิดเร็วขึ้น ย้ายมาทำงานร้านตรงแยกเมเจอร์แทน ปีนี้ทั้งปีคิดว่าน่าจะเปลี่ยนมาเป็นร้านนี้ ปีนี้ก็เลยเอามาให้พี่ร้านนี้


Thursday, February 8, 2018

เอาทวีตมาแปะใน Blogger แล้วมันจะออกมาสวยมั้ย


สวยจัง

Tuesday, November 21, 2017

รอย

เคยคิดอยู่ว่าขาย MBP แล้วอัพเกรดเป็นเครื่องที่มี Thunderbolt 3 ดีมั้ย แต่เป็นคนมี emotional attachment แล้วทำไม่ลง ผจญภัยมาด้วยกันตั้งนานตั้งแต่ซื้อมาจากโอซาก้าที่ญี่ปุ่น เปิดทำเกมบนรถไฟ บนเครื่องบิน ร้านกาแฟ.. ถ้ามันกลายเป็นเครื่องใหม่แล้วเหมือนสตอรี่จะหายไปแล้วเสียดาย เฮ่อ

แล้วก็ที่แปลก คือเสียดายรอยบิ่น 555 นี่ทำตกหน้าลิฟต์ที่ ม. ที่ญี่ปุ่น ตั้งแต่ลองเป็นคนไม่ใส่กรอบไม่ใส่อะไรแล้ว จากกลัวเป็นรอยกลายเป็นเสียดายรอยซะงั้น มันดูเป็นของเรา..




สมัยใช้ Dell Studio 1450 ที่มี on site ตอนนั้นเรียกให้เขามาเปลี่ยน Keyboard ได้ แบบเป็นรอยตัวอักษรหายหน่อยเคือง ไม่พอใจมากต้องเปลี่ยนๆๆ iPod Touch เผลอไว้กระเป๋าเดียวกับเหรียญปุ้บฟิล์มเป็นรอยก็เคืองจนอยากเปลี่ยน เดี๋ยวนี้เปลี่ยนแนวคิดมาอยู่กับรอยแทนแล้วรู้สึกว่ามีความสุขกว่า




แต่จอคอม อันนี้ต้องติดฟิล์ม.. ปกติมันไม่ใช่ของที่ต้อง expose ไม่ได้โดนอะไรเป็นประจำอยู่แล้ว ถ้าโดนแล้วคงยอมไม่ได้ 555

Thursday, March 30, 2017

รู้สึกวูบวาบ

ก็เลยจะลงภาพไว้เป็นที่ระลึก (กลัวหาย + ลืม)





(22/4/2017)

Saturday, February 4, 2017

พักเที่ยง

วันนี้เดินเกษตรแฟร์เหนื่อยแล้วเลยนึกสนุกมาลองนั่งที่เดิมๆดู


แค่ได้มาอยู่ที่ประจำแล้วมันผ่อนคลายดีนะ มีนาทีนึงที่เหมือนรู้สึกได้ว่าชีวิตหยุดไปแป๊ปนึง ได้นั่งมองแล้วนึกภาพเหตุการณ์ในอดีตไปเรื่อยๆ ที่ตรงนี้ มีทั้งตอนเที่ยงที่ไม่ได้คิดอะไร มีทั้งเที่ยงที่เบื่อเรียน มีทั้งเที่ยงที่คิดมากจนหายใจไม่คล่อง มีทั้งเที่ยงที่อยากรีบกลับขึ้นไปข้างบนสุดๆ

พูดถึงขึ้นไปข้างบนก็จำได้ว่าเรามักจะขึ้นไปก่อน แล้วก็จำได้ต่ออีกว่าใครมักจะอยู่ในห้องก่อนแล้ว ใครจะเปิดประตูตามเข้ามาทีหลังเป็นประจำ มีใครที่ชอบอยู่ในลิฟต์ด้วยกันบ้าง ตอนนั้นถ้าคนอื่นรู้ว่าเราคิดสังเกตอะไรขนาดนี้ คงดูโรคจิตพิลึก

ทั้งหมดนี้ มันเป็นเสน่ห์อย่างนึงของ "พักเที่ยง" ที่ทั้งชีวิตคงไม่กลับมาอีกแล้วล่ะมั้ง โชคดีที่มีโอกาสได้สัมผัส

จะว่าไปแล้วก็เพิ่งทำเพลงนึงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับที่ประจำไป ซึ่งจริงๆแล้วไมได้อิงจากที่นี่ แต่ก็พอจะเชื่อมโยงความรู้สึกกันได้

แน่นอนว่าเอาคอมกับงานมาด้วยเพราะกะจะมานั่งลมโกรกเล่นๆ 555 แต่ที่นี่มันสงบจนอยากฟุบนอนยาวๆเหมือนที่เคยทำจริงๆ

Sunday, October 9, 2016

ถึงเวลาที่จะไปต่อแล้ว

จะว่าไปก็นานแล้วนะที่เหมือนมีอะไรไม่รู้คาอยู่

เหมือนมีรถ ที่เวลาขับมีเสียงอะไรซักอย่างจากเครื่องเรื่อยๆ คงมีอะไรติด แต่ถึงไม่ทำอะไรมันก็คงไปข้างหน้าเรื่อยๆได้แต่ก็คงเคือง เคืองจนไม่เคืองแล้วเพราะอยู่กับมันมาตลอดจนชิน จนคิดว่าจริงๆมันก็โอเคแหละ นิดเดียวเอง ไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้มั้ง

ตอนแรก คิดว่าเก็บๆไว้ก็คงไม่เป็นอะไร ตอนนี้มันก็ดีมากอยู่แล้ว ถ้าไปทำอะไรมันแล้วยิ่งพังขึ้นมาจะให้ทำยังไง

สุดท้ายหลายๆอย่างก็พาให้เอามันออกไป หลังจากที่ลองขับอีกที มันก็เป็นคันเดิมที่วิ่งได้เหมือนเดิม แต่หลังจากที่เคืองมาจนชินทำให้รู้สึกได้ว่านี่ก่อนที่เครื่องจะมีปัญหามันเป็นแบบนี้ นานจนจะเกือบจำไม่ได้จริงๆ

ส่วนไปทำอะไรแล้วมีปัญหามั้ย ตอนนี้นอกจากช่วยไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกนิดหน่อยที่เหลือก็อยากให้มันเหมือนเดิมที่เคยไปไหนมาไหนกันมา..

ทางยังมีให้ไปต่ออยู่ แต่ไม่ชัดเท่าเมื่อก่อนแล้ว
Chapter ถัดไปกำลังจะเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ทำเกมมันจะรอดมั้ยก็ไม่รู้นะ 555

ปล. ไฟล์นี้ทำเป็น backup สำรองไว้เผื่อของจริงหายกับเผื่อฉุกเฉิน (?)
ติดพาสไว้ คงต้องเขียนคำใบ้ไว้ให้ตัวเองด้วย คือมันเป็นคำตอบของคำถามนึง
เขียนไว้แค่นี้ตัวเองในอนาคตมาอ่านประกอบกับ post นี้น่าจะรู้..

Tuesday, April 5, 2016

กลับไทยอีกและ? (ไม่กลับแล้ว...)

วันนี้ไม่ได้นอน ตอนนี้ตี 5 ครึ่งแล้ว เพราะอยู่ๆก็คิดอยากกลับไทยช่วงสงกรานต์ (กลับแบบดาบหน้าแทบทุกรอบ)

มีเพื่อนคอมเมนต์ว่าเมิงกลับไทยอีกแล้วเหรอ...

คือพอมาอยู่นี่นี่คือ ครอบครัว เพื่อนที่ไทย ฯลฯ มันกลายเป็นของหายากไง ตอนอยู่ญี่ปุ่น ก็ไม่ได้ไปเที่ยวไหนแฟนตาซี คืออยู่ญี่ปุ่นแบบคนญี่ปุ่น วนอยู่แค่ห้องนอน เซเว่น แลป ห้องนอน แล้วพอตอนวันหยุดปุ๊บก็เข้าเมืองไปเล่นเกมไปหาร้านอาหารกิน แล้วก็กลับมา วนเหมือนเดิม... เหมือนตอนอยู่ไทย ทั้งที่มีทะเลสวยๆที่คนต่างประเทศหมายปองกันเยอะก็ไม่ได้ไปรัวๆนั่นแหละ ความรู้สึกเดียวกันเลย

ตะกี้เพิ่งคุยกับเพื่อนสมัยมัธยม ตอนนี้มันเรียนอยู่ฟิลิปปินส์ (หรืออินโดวะ) มีคำนึงที่เห็นด้วยมาก คิดเหมือนกันเลย คือมันพูดว่าตอนกลับไทยแทบไม่อยากนอนเลย อยากใช้เวลาให้คุ้มค่า คือมันจริงมาก เป็นบทเรียนนึงที่สำคัญเลยเวลาได้มาอยู่ต่างประเทศ แต่ก็คงขึ้นกับคนด้วยแหละเพื่อนหลายๆคนไปเรียนต่างประเทศแล้วก็เที่ยวรัวๆไม่ค่อยสนใจจะกลับไทยเท่าไหร่


Thursday, May 14, 2015

การพูดคุย

เมื่อวานนี้ได้รู้ว่าการที่มีคนที่สามารถรับฟังปัญหาของเรานี่มันวิเศษจริงๆนะ

ชีวิต.. ​รู้สึกเหมือนไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อน เมื่อสมัยมหาลัยก็เหมือนอยู่นอกวงเม้าท์มาตลอด ก็เลยกลายเป็นว่า ไม่เคยที่อยู่ๆจะอยากโทรไปคุยกับใครเลย (คุยแบบคุยเฉยๆไม่ใช่นัดกันหรือเรื่องงาน) เพราะถ้าทำแบบนั้นก็คงแปลก ก็คงเสือกล่ะมั้ง (ไม่มั้งหรอก โดนมาแล้วจริงๆ 55) ระบบข้อความโซเชียลต่างๆก็แทบไม่เคยทักใครไปก่อน นานๆไปก็เลยช่างแมร่ง ไม่อยากให้รู้นักก็ไม่เอาก็ได้ ตั้งหลายอย่างที่ไม่ได้มา อันนี้ก็คงเป็นอีกอย่าง

จนได้มาถึงจุดนึงคือจุดที่ได้เห็นหน้าจอคอมของเพื่อน เพื่อนหลายๆคนกว่า 80% เปิด FB เปิด Line คาไว้ มีแชทบ๊อกซ์อยู่บนจอมากมายที่กำลังคุยอยู่ จริงๆก็ไม่ได้อยากเห็นหรอกเพราะบางทีเห็นแล้วมีแต่เพิ่มเรื่องให้คิด

พอตอนมีทีมทำเกม เพื่อนมาทำงานที่ห้อง ก็เป็นครั้งแรกที่ได้รู้เหมือนกันว่า "ข้อความ" ของคนอื่นนั้นมันเป็นยังไง เด้งทุก 1-3 นาที ทั้งวันไม่หยุดเลย สลับไปมาระหว่างเฟซบุ๊คกับงานได้ตลอดวัน นี่คือเรื่องปกติเหรอ ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องปัญหานี้หรอกนะ แค่คิดว่าเพราะแบบนี้งานเลยไม่เดินเฉยๆ

จุดนั้นก็พอจะรู้แล้วว่าเราไม่ค่อยจะเหมือนคนปกติ แต่ไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นปัญหาขนาดนี้

จากที่ไม่เคยมีโอกาสได้พิมพ์นานๆเข้า ตอนนี้มันพัฒนาเป็นต้องการพูดได้ไง แต่น่าจะเกี่ยวกันอยู่นะ

เหมือนว่าจริงๆแล้วลึกๆแมร่งโคตรอยากคุยเลย แต่ปีหรือหลายปีที่ผ่านมามันก็ไม่มีช่องทาง มันก็งั้นๆเดี๋ยวก็หายไป แต่พอมันทำได้ขึ้นมาเท่านั้นแหละ ไม่รู้สิ มันเก็บปัญหาไว้กับตัวไม่ไหวแล้วน่ะ บางอย่างที่ไม่ได้บอกใครมาเป็นปีครึ่งก็หลุดหมด พิมพ์เอามันก็ไม่ใช่ด้วยนะ การพิมพ์มันไม่ช่วยอีกต่อไปแล้วสำหรับคนที่ทำงานพิมพ์โปรแกรมทั้งวัน มันด้านชาไปหมดตั้งนานแล้ว

อีกใจนึงก็ดันคิดว่าการโทรไปมันเป็นการรบกวนเพราะประสบการณ์เก่าๆไม่ค่อยเวิร์คเลย แต่ถ้าคิดแบบนี้การมีคนคุยด้วยก็ไม่มีความหมายอีก งงดี

ที่เราไม่่ชอบแฮงเอาท์กับคนไทยที่นี่ไม่รู้เกี่ยวมั้ย ที่นี่เห็นแต่คนไทยด้วยกันนี่แหละที่นั่งเช็คมือถือทุก 1 นาทีบนโต๊ะอาหาร คนญี่ปุ่นนี่ไม่มีเลย ส่วน ตปท. นี่ประมาณ​ 5 นาทีครั้งแต่ก็รีบเก็บลงไปมาคุยต่อ คือพอมีโอกาสได้มานั่งกินข้างด้วยกันกับคนไทย (ซึ่งก็นานๆที) ก็ได้นั่งมองคนเล่นมือถือกันทุกที จนได้สังเกตุว่ากี่วินาทีถึงจะเงยหน้ากลับขึ้นมา ก็งงเหมือนกัน เพราะพอไม่เจอกันก็โดนบ่นว่าหายหน้าหายตา - - เป็นงี้บ่อยๆมันก็อยากคุยน่ะ อยากได้พูดบ้างอะไรบ้าง

กลับมาเข้าเรื่องเดิมต่อ คือจริงๆหลังคุยเสร็จแมร่งมันไม่ได้เปลี่ยนผลลัพธ์เลยนะ คือแค่บ่นกับได้คอมเมนต์เท่านั้นเอง สิ่งที่คิดจะทำก็เหมือนๆเดิม

แต่แมร่งมันช่วยเรื่องใจได้มากจริงๆนะ คือฟื้นเร็วมาก ปกติใช้เวลาเป็นหลายวันถึงสัปดาห์ถึงจะหายไป แต่นี่แค่คุยเสร็จก็โอเคแล้ว คุยเสร็จก็กลับมาทำงานทำอะไรต่อได้เลย

สำหรับคนปกติที่เข้ามาอ่านนี่คงจะรู้สึกว่าเวอร์ไป จริงๆก็คิดอยู่ว่ามันเวอร์ แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว

ก็เลยทำให้ได้คิดว่า ถ้าเราได้รับฟังปัญหาใครแล้วมันช่วยคนๆนั้นได้ เราก็คงจะดีใจมากเลยนะ แต่ในชีวิตนี้ตั้งแต่เกิดมาแทบนับครั้งได้ที่จะมีคนมาปรึกษาอะไร เพราะอะไรก็เพราะต่อเนื่องมาจากความคิดที่ว่าเป็นคนอยู่นอกวง คุยไปก็คงไม่ได้อะไรอยู่ดี (จริงๆน่าไม่มีในช๊อยส์ตัดสินใจเลือกปรึกษาปัญหาเลยมากกว่า) พอสองอย่างมันเสริมกันแบบนี้มันก็เลยกลายเป็นหายหมดเลยน่ะสิ

"Everything will go wrong" อันนี้คือสิ่งที่คน negative และค่อนข้าง introvert แบบเราชอบคิด "and you cannot do anything about it" แต่ถึงคิดแบบนี้ก็ยังลงมือทำต่อไป เพราะเป็นแค่ความคิดหลอกตัวเองเบาๆ

ถ้ากำลังรีบขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนๆมันจะจอดกลางคัน ถ้าตั้งใจทำอะไรประกวดมันจะไม่เข้ารอบ ถ้าเดินทางก็คงตกรถไฟ ไปร้านไหนก็คงจะปิด วันไหนตั้งใจออกไปเที่ยวเล่นฝนก็ตก ถ้าพยายามมันจะไม่ได้ ถ้าเชื่อว่าเดี๋ยวก็มา มันจะไม่มา

พอคิดแบบนี้ดักไว้ก่อน (แล้วก็ชอบเป็นจริงซะด้วยสิ) พอมันเฟลจริงก็จะได้ "55 ว่าละ" แต่ถ้ามันได้ขึ้นมามันก็จะ "เฮ่ย ไม่น่าเชื่อออ" เห็นมั้ยว่า win win ทั้งนั้น..

"..but after that you can actually do something!" แต่ถึงอะไรแย่ๆจะเกิดขึ้นและเราหยุดมันไม่ได้ แต่หลังจากนั้นเราสามารถทำให้ความรู้สึกแย่ๆหายไปได้ เทียบกับเน็ตเวิร์คก็คงเหมือนกับไม่ทำ error prevention แต่ไปทำ error correction แทน.. หนึ่งในวิธี ก็คือการพูดคุยนี่ล่ะนะ ถ้าเกิดว่ามีคนให้พูดคุยตลอดเวลาก็คงจะดีนะ

ตรงนี้เราขอขอบคุณเพื่อนคนนั้นอีกครั้งก็แล้วกัน โคตรช่วยเลยอะแต่คงไม่รู้หรอกว่ามันขนาดนี้ จริงๆคงไม่เข้ามาอ่านหรอก ถ้ามาเห็นว่าแค่คุยกันทีเดียวกลายเป็น blog โพสต์นึงคงจะตลกน่าดูเพราะงั้นไม่เห็นก็น่าจะดีแล้ว

ปล. เปิด iPod ไปเจอภาพถ่ายเพิ่งจำได้ว่ามันพีคตรงนี้ด้วย คือเดินปลีกตัวออกมาจากปาร์ตี้ แล้วเจอแมวที่ไม่ค่อยได้เห็นพอดี คือแมร่งจังหวะนั้น ดีใจมากอะ เรียกแล้วมาหาด้วย เหมือนว่าเจอแล้ว คน(ตัว)ที่แมร่งเข้าใจเราได้โผล่มาช่วยแล้ว พอดีสุดๆ คือเมื่อวานเนี่ยกอดมันแบบอยากให้มันพูดได้มาก