Monday, March 30, 2015

Roadmap อัพเลเวลของปีนี้

หืมนี่มันเมษาแล้วรึเนี่ย ผ่านมา 1/3 ของปีแล้วสินะ ถามตัวเองว่าพร้อมจะเผชิญกับโลกอันโหดร้ายหลังเรียนจบจากญี่ปุ่นรึยังก็ต้องตอบว่ายังอีกไกล

ตามแผนว่าระหว่างเรียนซึ่งเป็นอมตะอยู่ (มีเงินทุน) จะรีบฝึกทุกอย่างกับเก็บตังไว้เริ่มต้นอะไรของตัวเองให้ได้มากที่สุดหลังเรียนจบ ซึ่งถ้าเก็บตังพอน่าจะอยู่ได้ประมาณปีนึงโดยไม่ต้องเสียเวลาพะวงทำงานประจำ.. หวังว่าแผนมันจะเวิร์ค ถ้าหาเงินเองได้ จะได้พูดได้ซะทีว่าสามารถดูแลคนสำคัญได้

ตอนนี้แมร่ง ไม่มีอนาคตโคตรๆ พอตัดอาชีพครูมหาลัยออก (ต้องจบเอก แต่ไม่ชอบวิจัยคงยาก) และสิ่งที่ทำได้มีแต่อันที่มันไม่ได้เงินเดือนอย่างทำเกม ยิ่งทำให้ดูสิ้นหวัง 555

ดังนั้นเพิ่มโอกาสให้อีกปีครึ่งไม่สิ้นหวัง อย่างน้อยปีนี้ต้องพยายามหน่อย

- Bootstrap , Angular.js (ONUTZ Generator) [Completed!]
- ทำของขายลง Unity Asset Store (Introloop, EditorControlPanel) [ใกล้แล้ว!]
- ฝึกพิมพ์ Colemak
- เรียน Amazon Web Service (Thapster Level Ranker, Duel Otters 2.0)
- เรียน Node.js/Ruby on Rails (Thapster Level Ranker, Duel Otters 2.0)
- อยากออก EP ของตัวเองในปีนี้ แล้วก็ฝึก Mix down ให้มันพอฟังได้แบบซีดีที่ขายๆกัน
- อยากฝึก Mix down เสียง vocal (Project T5)
- JLPT อยากได้ N3 ต่อไปจะได้แปลเกมตัวเองเป็นญี่ปุ่นกับแต่งเพลง Vocaloid ได้ (Project Kanji)
- ทำมิวสิคเกมเป็นของตัวเอง (Project Mel, Project Spaceship)
- ทำเกม Steam เป็นของตัวเอง (Project Rain, Project Theory, Project Sonha)
- ฝึก Anatomy อยากวาดคนที่ดูเข้าท่าเป็น (Project Mel)
- ฝึกทำราเมงกับบราวนี่ กลับไทยอาจจะอยากค้าขาย
- อยากทำฮาร์ดแวร์ Midi controller ที่ไม่กากเป็นของตัวเองไว้ใช้เอง แล้วเปิดขายทางเน็ตแบบสั่งทำอันต่ออันด้วย
- วาดการ์ตูนตัวนากให้เยอะแล้วรวมเล่มขายในงานตลาดนัดนักวาด อยากไปนั่งขายเป็นหนึ่งในนักวาดที่เคยเห็นในงาน ดูน่าสนุกดีเวลามีคนเดินมาชมผลงาน

โปรเจคมันเยอะจังฟระ แล้วแลปกับเปเปอร์วิจัยล่ะ 555

Wednesday, March 11, 2015

พายุ

*ยาวโคตร + ไร้สาระ

รู้ว่าไม่มีความสามารถ ไม่มีโอกาส ไม่มีเวลา ไม่มีโชค ไม่มีหวัง แถมไม่มีอนาคต

ถึงจะรู้แบบนั้นแล้วก็อยากจะดันทุรังทำอะไรไร้สาระ อะไรที่พอจะทำได้ มีเวลาน้อยแล้วไง มีน้อยแค่ไหนก็ควรลองจริงมั้ย น้อยแค่ไหนก็ ควรจะลองจริงมั้ย หรือนี่มันน้อยไปป่ะวะ

และแล้วก็ประจำเลย ตลอดเลย ทำอะไรไม่เคยจะเข้าทางที่คิดไว้เลย

Wednesday, January 7, 2015

[Live Blog] เดือนมกราคมกับ Rayark Artist Collaboration 2014

คำเตือน : โคตรยาว ยาวเหี้ยๆ ไม่เคยเขียนอะไรยาวขนาดนี้มาก่อน เพราะเขียนเดือนนึงเลย

Live blog กลับมาอีกครั้งแล้ว!! (มันคือ blog entry ที่เราจะเข้ามา edit มันเพิ่มเรื่อยๆไงล่ะ)

ครั้งที่แล้วที่ทำคือวันที่ 30 สิงหาคม 2013.. (http://pyasry.exteen.com/20130830/live-blog) คือกำลังพยายามทำเพลงส่งงาน Rayark Artist Collaboration 2013 อยู่นั่นเอง ครั้งนี้ก็เช่นกัน! Rayark Artist Collaboration 2014 จะหมดลงในสิ้นเดือนนี้แล้ว และคราวนี้เราจะไม่ไปปั่นนรกดาบหน้าแบบครั้งที่แล้วอีก ดังนั้น Live blog ครั้งนี้จะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ไปเลยย ขนาดเพิ่งเริ่มก็พบว่าการแต่งเพลงเป็นเรื่องปวดหัวเหมือนเกม puzzle ชิ้นใหญ่มาก แต่เอาจริง ถึงขนาดตัดสินใจหยุดอัพเดทโปรเจคตัวนากท้าดวลไถไปเดือนหน้าทั้งหมด


2014 -> 2015



ปีใหม่ปีนี้น่าจะเป็นปีแรกเลยล่ะมั้งที่มองไปรอบๆตัวไม่มีคนรู้จักเลย

เรื่องคือมาเล่นสโนว์บอร์ดกับเพื่อนๆ โดยมีนักเรียนไทยมาจากหลายๆที่มาเล่นด้วยกัน แต่ขากลับ ไม่กลับนาราแต่ติดรถไปโตเกียวแทนเพราะจะได้ลองไปงาน Comiket ครั้งแรกในชีวิตดู ได้เจอศิลปินมิวสิคเกมตัวจริงสมใจเลยล่ะ

ทีนี้อยู่ต่อนานก็ไม่ได้เพราะไม่มีที่อยู่ ไม่มีตัง แถมต้องกลับไปเคลียร์งาน!! (สองวันที่ผ่านมานอนบ้านรุ่นพี่) ก็เลยซื้อตั๋วรถกลับวันที่ 31 ตอนสี่ทุ่มครึ่ง... นั่นแปลว่าปีนี้จะไม่ได้เคาน์ดาวน์หน้าจอทีวี หรือรอบๆตัวมีญาติพี่น้อง แต่อยู่คนเดียวบนรถเมล์

ตอนนี้เที่ยงคืนญี่ปุ่นแล้ว บนรถไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น.. มีแต่ความเงียบ ปีนี้ได้นั่งคิดเอาเองในใจ "สวัสดีปีใหม่!"

สิ่งใหม่ที่รู้สึกได้เพราะความเงียบนี้ ได้นึกได้คิดถึงคนสำคัญ ใครบ้างที่เราอยากบอกสวัสดีปีใหม่ตรงหน้า แต่ไม่เคยได้ทำ แต่ทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน ถ้าเกิดขึ้นจริงบรรยากาศจะเป็นยังไงกันก็ได้แต่ลองคิด

ปีนี้เป็นปีแห่งจุดเปลี่ยน เราออกจากงาน เรานั่งทำเกมทั้งวันเป็นเวลา 3 เดือนจนเกมเสร็จออกขาย เราได้ฝึกขายฝึกทำการตลาดด้วยเกมที่เราเป็นเจ้าของ 100% และเราได้มาญี่ปุ่น ประเทศที่อยากได้ภาษา อยากมาสัมผัสประเทศแห่งเกม มิวสิคเกม และดนตรีโดจิน ได้สัมผัสแล้ว แถมเพื่อนๆตามมาเที่ยวถึงที่ด้วย สนุกมาก

ถึงช่วงไฮไลต์คือ New year resolution..

เหมือนจะจำได้ลางๆว่าปีที่แล้วมีแต่งเพลง

แต่ตอนนี้ผลงานยังไม่ออกมาเลย อยากอ้างว่างานเยอะ เตรียมมาญี่ปุ่น ต้องทำเกมต้องดูแลเกม ต้องวิจับ แต่ยังไงก็อยากมีผลงานเพลงบ้างอยู่ดี ต้องทำทุกอย่างให้ได้เร็วกว่านี้จะได้มีเวลาลองฝึกทำเพลง

ดังนั้น.. ปีนี้ขอสองข้อ
1. ออก Digital Album ที่มีเพลงตัวเอง
2. ภาษาญี่ปุ่นระดับเล่นเกมกับอ่านการ์ตูนจบได้

อวยพรให้คนที่กำลังอ่านเอนทรี่นี้ ใช้ชีวิตในปีถัดไปอย่างที่ต้องการ เราไม่รู้ว่าครั้งสุดท้ายของอะไรก็ตามคือเมื่อไหร่ ทำทุกอย่างให้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลังว่านั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผ่านไปแล้ว ริเริ่มอะไรในปีนี้ขอให้สำเร็จด้วยดีครับ
บล๊อคนี้ก็ยังดำเนินต่อไปอย่างเงียบๆในปี 2015 นี้ครับ..

ปล. ที่จริงพิมพ์บนรถแต่ที่เพิ่งมาอัพวันนี้เพราะแอพ blogger มันกาก แค่โพสเอนทรี่ใหม่ยังไม่ได้เลยไม่รู้คนพัฒนาตายหมดยัง

Sunday, December 14, 2014

สิ่งที่พบจากระยะทาง

การเดินทางกับเพื่อนๆยังเป็นเรื่องสนุกสนานเสมอ แต่ไม่น่าเชื่อว่าครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ

แตกต่างจากครั้งก่อนๆแค่ระยะทาง เพื่อนมาจากไทย ส่วนเราอยู่ญี่ปุ่น แต่มันทำให้ได้พบอะไรที่ต่างไปจากเดิมมากกว่าที่คิด

เมื่อครั้งที่อยู่ไทยก็ไม่ค่อยได้เจอกันหรอก แต่มันรู้สึกว่ายังอยู่ด้วยกัน จะเจอกันเมื่อไหร่ก็ได้ ถึงจะไม่ได้เจอก็เหอะนะ

แต่พอมีระยะทางมากั้น รู้สึกว่าการพบกันครั้งนี้มันพิเศษ ตอนอยู่ไทยก็คุยผ่านเน็ตได้เหมือนกับที่นี่ แต่คราวนี้ด้วยระยะทางที่มาบัง ให้ความรู้สึกว่ายังไงก็ไม่มีทางเจอกันจริงๆได้ พอมีโอกาสแบบนี้ขึ้นมา มันสำคัญ มันทำให้อยากใช้เวลาทุกวินาทีให้คุ้มที่สุด

ตอนอยู่ไทยเวลาไม่ได้เจอกันนานแล้วเจอกันก็ดีใจนะ แต่พอมาเป็นที่นี่ มันรู้สึกสำคัญกว่าเดิม มีความไม่แน่นอน ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ จะเป็นตอนไหนอีก จะมีอีกรึเปล่า

การเที่ยวครั้งนี้เลยรู้สึกเปลี่ยนไปมาก รู้สึกอยากช่วย อยากพาไปนั่นโน่นนี่ อยากคุย อยากทำทุกอย่างด้วยกัน ไม่เหมือนครั้งก่อนๆที่ยังไงก็ได้ เดินตาม ถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย ครั้งนี้รู้สึกว่าต้องทำ ต้องเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ทำมันกำลังจะหลุดลอยไป

สิ่งสำคัญหลายๆอย่างนึกขึ้นได้ในการเดินทางครั้งนี้ เหมือนที่เขาว่ากันว่าถ้าทุกอย่างเป็นของตายก็ไม่เห็นความสำคัญซักที ครั้งนี้เหมือนระหว่างเที่ยวแต่ละวัน ได้นึกออกว่ามีอะไรสำคัญในอดีตที่เราเคยผ่านมาบ้าง เคยลืมอะไรไปบ้าง เรียกได้ว่าฉากเก่าๆที่ไม่เคยคิดจะนึก กลับกลายเป็นจำได้ เพราะมันอาจจะไม่มีครั้งต่อไปอีก รู้สึกดีที่จำอะไรซักอย่างได้ ถ้าไม่ได้เที่ยวครั้งนี้อาจจะหายไปเลย

ส่วนตัวให้ความสำคัญกับการพูดซึ่งๆหน้ามานานแล้ว แต่ครั้งนี้มันทำให้รู้ซึ้งจริงๆว่าการพูด มันสำคัญขนาดไหน เวลาผ่านมาเนิ่นนานกับการอ่าน การพิมพ์ติดต่อกัน ขณะเดียวกันโดยที่ไม่รู้ตัว มันเหมือนว่าค่อยๆมีปมล่องหนอะไรซักอย่างขดใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

แล้วพอวันแรก วินาทีแรกที่เจอกัน ได้คุยกัน แค่ประโยคแรกก็รู้สึกได้ทันทีว่ามันเบา มันโล่งมาก เหมือนปมล่องหนที่สะสมมานานมันคลายออกกลายเป็นความตื่นเต้นที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน มันเป็นความรู้สึกใหม่จริงๆนะ แล้วก็ทำให้ได้คิดในวันนี้ด้วยว่าที่ผ่านมามันมีปมที่ว่าอยู่

วันเวลาที่ไทยเหมือนว่ามันจะดำเนินต่อไปตลอดกาลไม่มีวันจบสิ้น แต่วันเวลาที่นี่มันจะหมด มันจะจบลง

วันสุดท้ายของการท่องเที่ยว ปกติแล้วก็จะเป็นวันเหน็ดเหนื่อย วันที่น่าเบื่อนิดๆที่ต้องเดินทางกลับทางเดิม กลับไปหางานที่สุมรออยู่

ครั้งนี้เป็นวันสุดท้ายที่ต่างจากเดิม ต่างมากอย่างไม่น่าเชื่อ งานมีรอเหมือนเดิม เดินทางกลับ ก็มีเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ไม่ได้กลับด้วยกัน ไม่ได้กลับสู่ชีวิตประจำวันด้วยกัน

เพื่อนๆกำลังจะ "หายไป" ไม่มีอีกแล้วเสียงคุยกันตลอดทาง การคุยกันซึ่งๆหน้ากำลังจะเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป จะไม่ได้เห็นหน้าแบบ หน้าจริงๆ มองตากันจริงๆอีกแล้ว เวลากำลังจะหมดเหมือนการเที่ยวครั้งอื่นๆ แต่ครั้งนี้ไม่ได้หมดอย่างเดียว แต่เหมือนกำลังจะเสียหลายๆอย่างไปด้วย โอกาสหลายอย่างกำลังจะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นไม่มีโอกาสพร้อมๆกัน ยิ่งทำให้ทุกนาทีมีค่าขึ้น

ระหว่างเที่ยวครั้งนี้ไม่ได้เดินไปตามจุดหมาย หามุมถ่ายรูปไปเรื่อยๆเหมือนเคยแล้ว แต่รู้สึกว่าเราได้มองเพื่อน ได้รู้ว่าเวลาเป็นสิ่งที่มองได้ ที่มองคือมองช่วงเวลาร่วมกัน มองทุกสิ่งที่กำลังจะหายไป ทำให้ยิ่งอยากคุยกับเพื่อนให้มากที่สุด จากแค่เพื่อนร่วมเดินทางที่จะไปสถานที่ต่างๆด้วยกัน ครั้งนี้กลายเป็นสิ่งที่ต้องแคร์ อยากดูแลให้ดีที่สุด เวลามองหน้าได้มองหน้าจริงๆไม่ใช่แค่มองผ่านๆว่าเป็นใคร อยากจะจำ อยากจะเก็บภาพหน้าตาของเพื่อนไว้ให้คุ้มค่า

ช่วงเวลาสุดท้ายจริงก็มาถึงจนได้ สมัยเที่ยวที่ไทยขากลับจะเป็นช่วงเหนื่อยหน่าย ไม่ได้สนุกอะไร ใจนึกถึงวันอันน่าเบื่อที่จะตามมา ถึงที่หมายก็แยกย้ายไม่ก็หาอะไรกินกันอีกนิด

แต่แปลก ครั้งนี้ความรู้สึกเบื่อเหนื่อยที่ว่า มันก็น่าจะมีนะ แต่แทบไม่รู้สึกเลย เพราะมันมีความรู้สึกใหม่มาทับจนมิด พอเพื่อนๆหายไปหมดรู้สึกเหมือนรอบๆตัวหยุดนิ่ง เหมือนอากาศหยุดไหลจนรู้สึกได้ มีสิ่งที่หายไปและถึงอยากได้กลับมาก็เอาคืนมาไม่ได้ดั่งใจ จากเบากลายเป็นหนักเหมือนเดิม เหมือนปมค่อยๆกลับมาแต่ยังไม่ล่องหน (แต่ตอนนี้น่าจะล่องหนแล้ว)

เดินบนฟุตบาทท่ามกลางอากาศหนาวๆ แต่ครั้งนี้มีเสียงฝีเท้าแค่ของตัวเอง มันเหมือนโลกเงียบจนสามารถได้ยินเสียงเมืองรอบๆตัวได้ชัดเจนเกินไป วันที่ผ่านมาเหมือนมีเสียงเพื่อนๆห่อหุ้มโลกรอบตัวอยู่ตลอด พอหายไปเหมือนหลุดออกจากภวังค์ ทีนี้เวลาได้ยินเสียงอะไรคล้ายๆเสียงเพื่อนบางคน หรือเห็นใครหน้าเหมือนเพื่อนบางคนก็ตกใจ เหมือนใจหายแว่บขึ้นมาแป๊บๆแล้วก็กลายเป็นผิดหวัง

อดคิดไม่ได้ว่ามีอะไรที่ยังไม่ได้ทำอีกรึเปล่า ถึงคิดได้มันก็สายไปแล้วแหละแต่อย่างน้อยก็มั่นใจว่าได้ให้ความสำคัญกับเพื่อนเต็มที่จริงๆไปแล้ว สิ่งที่ยังไม่ได้ทำน่าจะมีไม่มากหรอกมั้ง แล้วทำให้ได้คิดด้วยว่าถ้ามีครั้งต่อไปจะทำอะไรกันดี แค่คิดก็รู้สึกน่าสนุกพิลึก

ที่ผ่านมาเราเคยมี timeline ร่วมกันกับเพื่อนคนไหน ที่ไหน เมื่อไหร่ กลับกลายเป็นนึกออก ยิ่งทำให้รู้สึกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเพื่อนเป็นสิ่งที่วิเศษจริงๆ วันนึงอาจจะคนนั้นบ้าง อีกวันอาจมีเหตุการณ์ร่วมกันกับอีกคนบ้าง บางคนโผล่มาใน timeline เป็นประจำ บางคนไม่ค่อยเจอเลย บางคนนานๆได้ใช้เวลาร่วมกันทีแต่ก็เข้ามาในชีวิตบ่อยไม่เคยหายไป ภาพจากชีวิตมหาลัยที่มีเพื่อนมันชัดขึ้น เราเคยทำแบบนั้นแบบนี้ร่วมกันมานี่นา

เป็นสิ่งใหม่ๆที่พบได้เพราะเพียงแค่ว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือระยะทางมันไกลจากกัน ไม่น่าเชื่อจริงๆนะ

Sunday, September 28, 2014

วิธีทำซอสมะเขือเทศสด แบบ divide and conquer

คุณประสบปัญหานี้ใช่หรือไม่ ทำสปาเก็ตตี้ ใช้ซอสมะเขือเทศกระป๋อง มันผ่านการอัดกระป๋องซะจนไม่เหลือความสดชื่นเลย ทำซอสมะเขือเทศเองไม่ยากอย่างที่คิด แถมยังรู้สึกดี feel good กับสุขภาพ

วันนี้เราจะมาลองทำซอสมะเขือเทศสดโดยใช้ขั้นตอนวิธีแบ่งแยกและเอาชนะ (divide and conquer) เพื่อให้ได้ซอสมะเขือเทศสดที่ทั้งสดและเข้มข้นพร้อมๆกันได้ *ไม่ต้องใช้เครื่องปั่น!*

1. เทมะเขือเทศหั่นลงไปในหม้อ (นี่ 10 กว่าลูก)



Monday, September 22, 2014

ผิดสัญญาอีกครั้ง อีกครั้ง

หลังเที่ยงคืนแห่งการต่อสู้ที่เจอทุกวันจนชิน วันนี้ก็เหมือนกัน ตอนนี้จะตี 4 แล้ว
แต่ในที่สุดก็มาถึงจุดๆนี้ จุดที่ต้องตัดใจซะละ

คนเรารู้สึกว่าจะมีหลายๆอย่างที่พยายามทำแค่ไหนก็ไม่ได้ซะที

อย่างของผมก็คือการแต่งเพลง... Vocal!

คืนแล้วคืนเล่าผ่านไปกับการสร้างโปรเจคใหม่ โยนเครื่องดนตรีลงไปสองสามชิ้น เอาล่ะสิเริ่มจากไหนดี กลองมั้ย เบสมั้ย หรือเมโลดี้ก่อนดี อ้าวเริ่มเยอะ แล้วเนื้อร้องอยู่ไหน เว้นยังไง หรือจะมี placeholder ดี แล้วไม่นานก็ตัน เซฟ...

บางวัน สร้างโปรเจคใหม่ เหมือนเดิม แต่ทีนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นบนจอเลยหลังจากนั่งนิ่งมา 1 ชม. ตัน ไม่เซฟ...

บางวัน ยิ่งลงเมโลดี้ ยิ่ง cheesy ขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ตัวเองก็ไม่อยากเก็บไว้ ตัน ไม่เซฟ...

บางวันยิ่งคิดออกแต่ชื่อเพลงกับบรรยากาศ เซฟไฟล์เปล่าเพื่อแค่ให้จำชื่อเพลงได้

บางวันเริ่มมาเมโลดี้อย่างป๊อป แปปๆกลองเริ่มหนัก เบสเริ่ม Electro กลายพันธุ์เป็น Electro Pop แล้วก็กลายเป็น EDM  จริงๆ ตัน เซฟ...

เดือนแล้วเดือนเล่า ผ่านไปผ่านไปทีละเดือนยิ่งสิ้นหวัง กี่เดือนยังจำแทบไม่ได้เพราะมันเยอะ 3 มั้ง หรือ 5 เดือนแล้วไม่รู้

ยิ่งเข้าใกล้เดือนสุดท้าย ทุกอย่างยิ่งเริ่มมารุมไม่หยุดไม่หย่อน

พ่อแม่มาเยี่ยมรัวขึ้น พี่เริ่มเล่นเกมรัวขึ้น ไม่มีใครเข้าใจว่าแต่งเพลงมันต้องเงียบติส และใช้เวลา Focus ต่อเนื่อง 3 ชม.+ เหมือนงานโปรแกรมเมอร์ ไม่ใช่เดี๋ยวก็คุย เดี๋ยวก็กินข้าว เดี๋ยวก็โน่นนี่ พ่อแม่ก็ชอบไล่ไปนอน ทั้งๆที่มีแค่กลางคืนนี่แหละที่เหมาะสุดที่จะทำ..​ (นี่! มีหน้ามาโทษคนอื่นด้วย แต่อยากพิมพ์อะ)

หมดกัน มาถึงสัปดาห์สุดท้าย ตอนนี้ distraction ครบทุกอย่างสลับกันรุมล้อม ในที่สุดก็มาถึงคืนวันจันทร์ (ที่จริงอังคารแล้ว) ที่คิด perfect ที่สุด พ่อแม่นอนแล้ว พ่อไม่กรน พี่ไม่อยู่ ห้องเงียบกริบ

งัดทุก shortcut ที่เป็นไปได้ เครื่องดนตรีเอาที่เสียงอิ่มสุดในตัวมันเองโดยที่ไม่ต้องปรับมาก... เปียโน คอร์ดตัวเดียวพอ เมโลดี้งมแหลก

ฉากเดิมย้อนมา 1 2 3 ชม. ผ่านไป ตัน เพิ่งมาคิดได้ทีหลังอีกว่าเพลงเกี่ยวกับอะไรยังไม่รู้เลย ตกลงควรมีเมโลดี้ก่อน หรือความหมายก่อน หรือธีมก่อน หรืออะไรกันแน่

ยอมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีครั้งต่อไปจนได้สิ ถ้าไม่เป็นยอดมนุษย์สงสัยจะทำไม่ได้ อีกแค่ 5 วัน เป็นไปไม่ได้ชัดๆ

วันนี้ที่ perfect จริงก็ยังทำไม่ได้ สงสัยจะอ่อนด๋อยจริง