Tuesday, November 18, 2025

Thursday, December 7, 2023

ชอบถูกคนจริงๆด้วย T T

เมื่อเดือนสองเดือนที่ผ่านมา (เขียนย้อนหลัง คิดตั้งแต่เย็นวันนั้นละว่าจะเขียนแต่ผลัดวันไปๆมาๆ เวลาไวจัง) ได้โอกาสโดยบังเอิญสุดๆเจอคนที่เคยชอบ จริงๆก็ไม่ใช่แค่เคย หลังจากโดนหักอกเสร็จแล้วเป็นเพื่อนกันต่อไปตามเดิมมาจนตอนนี้ ก็ยังชอบเหมือนเดิม

รู้สึกมาตั้งแต่ตอนไหนก็คงตั้งแต่เรียนเลย ยังจำทุกโมเมนต์นานๆทีที่ได้อยู่ใกล้ๆกันได้หมด ตอนเรียน ตอนทำโปรเจคต่างๆ ทั้งซ้อนจักรยาน ทั้งช่วงนึงที่ใช้ภาพโปรไฟล์เป็นภาพที่เราถ่ายให้ ทั้งงานห้องมืดตอนนั้น ทุกเที่ยวที่นานๆทีจะมาให้เห็นบ้าง

ถ้าไปดูไดอารี่ที่เขียนไว้ตอนนั้น (ซุกอยู่ในหอที่กรุงเทพ ถ้าผมตายไปแล้วใครผ่านมาเห็น blog นี้ เอาไปให้เค้าอ่านหน่อย เล่มเล็กๆปกลายจุดอยู่ลิ้นชักใต้ทีวี แต่ถ้ายังไม่ตายอย่าบุกเข้ามาเอานะ!)

จนหลังเรียนจบ จนก่อนไปเรียนโท แล้วสองปีที่อยู่นั่นก็คิดมาตลอดว่าจบกลับมาแล้วก็จะได้บอกซะที คิดว่าปั่นเปเปอร์ AR ไร้สาระนั่นจนจบมาได้ ก็เพราะมีแรงผลักดันโง่ๆแบบนี้เป็นส่วนใหญ่ 555

พอกลับมาก็ไม่รู้จะเอาโอกาสไหนเนียนๆไปเจอกันได้ (ตัวเองเป็น game dev อยู่คาเฟ่มันจะเจอได้ไงถ้าไม่นัดตรงๆ แต่นัดตรงๆยิ่ง awkward เพราะเราไม่ใช่คนแบบนั้น) จนผ่านไปปีกว่า จนได้โอกาสเคลียร์ความในใจกับอีกคน ที่เคยชอบหน่อยๆเหมือนกัน แต่ตอนนี้ถึงไม่แล้วเราก็ยังคาใจว่าถ้าไม่ได้บอก (บอกเฉยๆว่าเคยชอบ) คงจะเสียดายไปตลอด เราก็ได้บอกไป แล้วเค้าก็ขอบคุณ เป็นอันจบเควสย่อยด้วยดี ถ้าตายวันถัดๆไปก็คงเสียใจน้อยลงครึ่งนึง เพราะยังเหลือเควสหลัก กับทุกคนที่เคยชอบในอดีตที่ผ่านมาก็บอกด้วยปากจริงๆหมดแล้ว

...แล้วมีโอกาสเนียนจริงๆเกิดขึ้น (เห็นตัวทีรู้สึกเหมือนเห็นโปเกม่อนในตำนาน คือคิดดูว่า ภาพเค้ามีแต่ในใจมาตลอด 2 ปีที่อยู่ญี่ปุ่นแล้วบวกอีก 1~2 ปีหลังกลับไทย.. แบบ ตัวจริงเป็นงี้นี่เอง)

วันนั้นก็เลยลากๆมาท้ายแถวเพื่อนไม่อยากให้ใครได้ยินแล้วก็บอกเลย เรียนรู้มาเยอะแล้วว่าชีวิตไม่ได้เหลือเวลาพอที่จะรอโอกาสหน้า หลังจากที่รอมา 4-5 ปีตั้งแต่สมัยเรียน เรียนจนได้มาอีกใบ

เค้าก็งงว่าไปทำตัวให้ชอบตรงไหนไม่เห็นจะรู้เรื่อง คือแค่เห็น routine ปกติต่างๆของเค้าระหว่างเรียน ก็คิดว่าถ้าได้ใช้ชีวิตกับคนนี้ตลอดไปคงจะไปด้วยกันได้จนแก่แน่เลย แบบ ข้อเสียของเค้ากับข้อเสียของเรามาอยู่ด้วยกัน  มันคงโอเคมากๆๆ ไม่ต้องทำตัวให้ชอบซักครั้งก็ไม่เห็นเกี่ยวกัน เพราะถ้าคบกันจริงๆก็คงเป็นปกติๆแบบนี้แหละที่เราสบายใจ

จากนั้นก็เป็นหนึ่งในคืนที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตเพราะเย็นวันนั้นไม่ได้คำตอบ (กำลังจะไปกินเลี้ยงกันเฉยๆ ก็เข้าใจอยู่ว่าถ้าตอบเลยอาจจะ.. เกิดเรื่องไม่แน่นอน) แล้วเราก็บอกว่าพรุ่งนี้ค่อยตอบก็ได้ แต่ก็เน้นว่าอยากได้คำตอบเพราะครั้งที่ผ่านมาเหมือนไม่ได้คำตอบชัดเจน แล้วให้เราคิดเอาเองว่าตอบไม่ แล้วมันค่อนข้างเจ็บอยู่นะ แบบ เจ็บนานเรื้อรัง

แล้วหลังจากไม่ได้นอนทั้งคืนนั่งรอคำตอบ ถึงเวลา 6-7 โมงเช้าก็ได้คำตอบผ่านทาง messenger ก็เป็นอันอกหักไปว่าเค้าไม่ได้คิดกับเราแบบนี้ (ขอบคุณจริงๆนะที่อุตส่าห์ตื่นมาตอบ)

จากตอนนั้น (อันนี้ถ้าไปอ่านไดอารี่ที่ว่า คงจะเป็น content เดียวกัน) ก็แบบแทบจะเดินเบี้ยวเลยเวลาไปทำงานคาเฟ่ (จำได้ว่าเป็นประมาณ 10 วัน ถ้าเซิจ Twitter (X) แล้วถูกวัน จำได้ว่าเพ้อเจ้ออะไรซักอย่างไว้เกี่ยวกับเดินไม่ตรง) เพราะเหมือนเป้าหมายที่ยึดมาตลอด 4-5 ปีมันโหว่ไปซะงั้น แต่มันก็ฟินนะที่เราจบผ่านช่วงชีวิตใหญ่มาได้อีก milestone นึง แล้วที่สำคัญคือได้คำตอบจริงๆ เราก็เป็นเพื่อนกันต่อไป

แต่เพราะเราไม่ได้ชอบเค้าเพื่ออยากได้เป็นแฟนเฉยๆ เราชอบเค้าเพราะเค้าเจ๋งจริงๆ ความชอบมันก็ดันไม่ได้หายไปไหนกับแค่อกหัก (ไม่เหมือนกับการไม่ move on) โชคดีที่ต่อจากนั้นก็มีเรื่องจิปาถะได้คุยเล่นกันใน Line มาเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เด้งมาแล้วเป็นชื่อเค้า มันแบบโคตรดีใจ กลิ้งสิบตลบบนเตียง made my day มากๆ 555555 เหมือนคนบ้าเลย

มีเรื่องไร้สาระนึงต่อมาคือ Netflix มันเริ่มจับครอบครัวปลอม 555 แล้วเกี่ยวกันยังไง คือรู้สึกว่าเรากำลังจะเสียโอกาสอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ที่จะได้คุยกับเค้าต่ออย่างเป็นธรรมชาติอะ 55555 ติงต๊องจริงๆแต่ก็เสียใจจริงๆ แต่ก็นะ กติกาก็คือกติกา ยอมสมัครไอดีบ้านของแท้แต่โดยดี (ซึ่งก็มีแต่แม่ดู)

อันนี้ยังไม่ถึงประเด็นเลยนะว่าชอบถูกคนอะไร แต่ได้โอกาสเหลือเชื่อประทานมาโดยเควส DBD ส้นตีนที่จะได้เห็นตัวเป็นๆอีกครั้ง (โปเกม่อนในตำนานอีกครั้ง) แล้วก็นี่แหละ พอไปเห็นตัวจริง แม้จะแค่ไม่กี่นาที แต่เป็นไม่กี่นาทีที่ build up มาเป็นปี แถมยังเป็นโอกาสที่ไม่ได้ตั้งตัวมาก่อนด้วยนี่สิ (ไม่เหมือนเย็นวันบอกชอบนั้นที่เพื่อนนัดกันก็เลยเตรียมใจมาหน่อยแล้ว)

จะร้องไห้ (แต่เก็บไว้ไปกรี๊ดหลังกลับห้องดีกว่า)

เค้ายังดู น่ารัก ชิบ หาย เหมือนเดิม นิสัยเอื่อยเฉื่อย เรื่อยเปื่อยเหมือนเดิม เป็นคนเดิมตามที่เราวาดภาพในหัวไว้ทุกครั้งที่แชทใน Line ตั้งแต่ Netflix ยังไม่ยึดครอบครัวคืน แชทไปกลิ้งๆจิกหมอนอยู่คนเดียวในห้องไป คนเดิมที่เราคิดว่าอยากใช้ชีวิตด้วยกันตั้งแต่ตอนนู้นนนน

แต่ยังไงเราก็ต้องเก็บความรู้สึกนี้ไว้แล้วทำตัวปกติต่อไปเดี๋ยวเค้าว่าบ้า (ขอบคุณคุณเพื่อนที่ขับรถด้วยครับที่ทำให้วันสุดพิเศษนี้เกิดขึ้นมาได้)

ตอนนั้นแหละที่รู้สึกดีมากๆ ว่าเราแม่งชอบถูกคนจริงๆด้วย (ติดนิดเดียวแค่เค้าไม่ได้คิดกับเราแบบนั้นอะ 555) ถ้าเวลามันจะผ่านมาขนาดนี้ ไม่ได้เห็นกันนานขนาดนี้ มาเห็นอีกทีตอนอายุ 30+ ป่านนี้แล้วยังดีใจเหมือนกลับเป็นวัยรุ่น เราคงชอบถูกคนตั้งแต่ 6-7 ปีที่แล้วแหละ

คิดอยู่ว่าสถานะแบบนี้มันก็ดีนะ ถึงจะไม่ดีที่สุดแต่ดีกว่าแบบอื่นๆที่เป็นไปได้อีกหลายแบบเยอะ อาจจะฟังดูเว่อร์ แต่รู้สึกฮึดอยากมีชีวิตต่อไปจนกว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีก เจอกันเฉยๆ เห็นหน้ากันเฉยๆนี่แหละ

แล้วทำไมเพิ่งมาเขียนเอาป่านนี้ คือเพิ่งเอามาเคลือบ (ร้านก็เก่งด้วยที่ประกอบรอยฉีกให้ใกล้เคียงที่เดิมได้...) เราเก็บของที่เคยได้จากเค้าทุกชิ้น (เคยได้ภาพ portrait ตอนนี้ภาพนั้นก็เก็บอยู่ใกล้ๆไอ้ไดอารี่ลายจุดนั่นแหละ) รวมทั้งของคนที่ผ่านมาที่เคยชอบด้วย เช่นอมยิ้มรสส้มที่ยังเน่าอยู่ในเป้ตอนนี้โดยที่ไม่มีมดตัวไหนมากินได้ตลอด 6-7 ปี


ปล. ตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆชิ้นนี้ก็ยังอยู่ เข้าใจว่าปากกาโง่ๆพังเค้าเลยโยนเปลือกให้เราไม่ได้คิดอะไร แต่เราดันชอบเค้าอยู่ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แล้วบนปากกามีคำว่า I LOVE YOU (เป็นลายภาษาอังกฤษ random โง่ๆตามสไตล์เครื่องเขียนเถื่อนๆ ไทยๆ) ที่เค้าคงไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้นแค่เอาขยะให้เรา เออ แต่เราคิดนี่สิ 5555555555555555555 เก็บขยะติดตัวมาตั้งแต่วันนั้น ไปเรียนโทที่ญี่ปุ่นด้วยกันกับซากอมยิ้มและซากปากกา 55555

(อันที่จริงไอ้ขนมสีชมพูนี้ชื่อภาษาญี่ปุ่นก็ชวนคิดมากเหมือนกัน ว่าเรายังมีหวังรึเปล่าถ้าเราบอกเค้าอีกที แต่คิดว่าเค้าคงไม่ได้อ่านออกขนาดตั้งใจสื่อความหมายซับซ้อนขนาดนั้น แล้วอีกอย่าง เค้าให้ทุกคน 555)

Saturday, January 28, 2023

ญี่ปุ่นอีกครั้ง

ได้ไปญี่ปุ่นอีกครั้งหลังจากตั้งแต่จบโท! ตื่นเต้น ติดโควิด ทำงานหาเงินมานาน

อย่างแรกที่นึกถึงก็ต้องเป็นเจ้าอมยิ้มเนี่ย ที่เปลี่ยนกระเป๋ามากี่ใบก็พาย้ายตามมาด้วย (โชคดีที่จนป่านนี้มดก็ยังหาไม่เจอ เพราะเป้เคลื่อนที่ตลอด...) ทุกครั้งที่ย้ายกระเป๋าก็จำได้ว่าถ่ายรูปประมาณนี้ไว้ 

อย่างที่สองก็คงเป็นทริปนั้นที่โดดแลปไปกับเพื่อน ทริปนั้นชอบมาก เหมือนฝันกับหลายๆอย่าง ทั้งเขียนเมลสุดซึ้งหาอาจารย์ให้ปล่อยให้มาเที่ยว จังหวะต่างๆ และเพื่อนๆในกลุ่ม

รอบนี้ไม่ได้ย้ายกระเป๋า แค่รู้สึกอยากเขียนแบบ blog เป็นที่ระลึกไว้บ้างว่ามันยังอยู่ เผื่อภาพที่ผ่านๆมาหายไปอย่างน้อยก็จะได้ยังมีอยู่ในเน็ต ซักภาพนึง 555

Sunday, July 4, 2021

รีวิวโฮจิฉะ (Houjicha) ใน Shopee

กิน Houjicha Latte บ่อย ตอนนี้ต้องอยู่บ้านบ่อยขึ้นกับ Shopee กำลังบูม ก็เลยลองสั่งมาหลายๆผงมาเทียบกันดู

ก่อนการทดลอง

  • ทุกชา ชงกับนมร้อน 55 องศา ไม่ใช่น้ำเปล่า เพราะส่วนตัวไม่ได้อยากซื้อโฮจิฉะมาชงน้ำใส อยากกินเป็นของหวาน 55 องศาคืออุณหภูมิที่ barista ตีฟองนม คือดึงความหวาน ผลึกไขมันเป็นของเหลวหมด แต่ อยู่ก่อนหน้าที่โปรตีนจะ denature จนตีฟองไม่ขึ้น และอยู่ก่อนหน้า scalding temperature ที่นมจะรสเปลี่ยนถาวร
  • มีแค่ชากับนมสด ไม่มีน้ำตาล
  • ชา 2g นม 50g เสมอ (ก็คือค่อนข้างเข้ม สูตรขายปกติรู้สึกจะของเหลวรวม 150g ในชา 2g-5g)
  • ตีให้ละเอียดด้วย chasen
  • ชั่งน้ำหนัก by weight ด้วยเครื่องชั่งแม่น max 50g (พวกผงๆ ใช้ by volume แบบช้อนชาไม่ได้ ความหนาแน่นต่างกันมาก)
  • ทุกผงเป็นชา 100% ไม่ใช่ premix ต้องผสมนมน้ำตาลเอาเอง

DDD

130 / 100 = 1.3 (6.5 / 5g)



แย่!

ชา Drink Drank Drunk (DDD) อันนี้ กลิ่นไม่มีเลย (หมายถึงไม่มีกลิ่นชา แต่มีกลิ่น กลิ่นเหมือนน้ำเปล่า ที่ pH ไม่กลางเท่าไหร่ กลิ่นเบาประมาณนั้น)

นอกจากนี้รสชาติผิดพลาดร้ายแรงตรงที่มัน.. ซ่า เป็นรสเขียวๆ ซ่าๆ เหมือนกินหญ้าที่กินไม่ได้ เหมือนใบไม้ผสมยาหม่อง 555 

แน่นอนว่า affinity กับนมไม่มี เพราะความดิบซ่ามัน jarring มาก แต่ชงกับน้ำเปล่าก็ไม่เหมาะเหมือนกัน เอาไปแอบใส่ขนมอบยังไม่ค่อยอยากเท่าไหร่เลย

ราคา กรัมละ 1.3 บาท หากจะขายสูตร 5g ต่อแก้ว แก้วละ 6.5 บาท (โคตรถูก)

Matchazuki Uji Houjicha

450 / 100 = 4.5 (22.5 / 5g)


ชาดูมีแบรนด์ไฮโซที่คนเล่น Shopee น่าจะเห็นผ่านตาได้ทันทีถ้าเซิจหาผงชาเขียว ร้านดูมี identity ถุงดูน่าเชื่อถือ ดู custom ดูมี value เหมือนถุงเม็ดกาแฟ specialty แพงๆ มีเว็บส่วนตัวอย่างดี รูปถ่ายสไตล์คาเฟ่สวยงาม

ร้านนี้จริงๆมี Matchakai Kurogane ขายอีกอัน ที่มีเม็ดพลังบอกว่าเป็นเกรดต่ำกว่า ยังไม่ได้ลอง แต่คิดว่าลองอันนี้ก่อนดีกว่า




สีออกมาเป็นน้ำสีกากีอ่อน กลิ่นหอมชัดเจนเหมือนเวลาสั่งโฮจิฉะ 80 บาทที่คาเฟ่ รสชาติที่ชัดเจนคือ มันมี affinity กับนมสูงมาก เป็นนุ่มๆนมๆ ถ้าบอกว่าแอบใส่นมผงมาในนั้นก็คงเชื่อ อันนี้ดี เสียนิดดดเดียวที่ว่าขนาดใส่ 5g แล้ว ความ "เป็นใบ" ก็ยังดึงขึ้นมาได้ไม่เท่าบางร้านที่เคยกิน เหมือนมันจูงมือนุ่มเกินไป เป็นไปได้ว่า Kurogane อาจจะเป็นแบบที่อยากได้ เดี๋ยวต้องลอง

ถ้าซอง 100g ซื้อไหว ก็จะราคา 4.5 บาทต่อกรัม หากขายสูตร 5g ต่อแก้ว ค่าชาแก้วละ 22.5 บาท ชาซองนึงเหมือนจะแพงแต่คูณออกมาแบบนี้ก็ถูกกว่าไปกินร้านกว่าครึ่งแฮะ (เพียงแต่ต้องควานหาเรื่องส่วนผสมนมกับความหวานเอาเอง จะนมสด นมข้นจืด นมข้นหวาน น้ำเชื่อม เท่าไหร่ดี)

Matchaten Moody Houjicha


280 / 100 = 2.8 (14 / 5g)




อย่างแรกที่น่าสนใจของชานี้คือ สีตอนละลายมันน้ำตาลไหม้มาก ไม่กากีเหมือน Uji Houjicha ของ Matchazuki หรือแม้แต่ของ DDD

อย่างที่สองคือชานี้แน่นมาก ใช้ teaspoon ตักปาดขอบ ของ Matchazuki ออกมา 1.9g แต่ Matchaten ออกมาถึง 3g ดังนั้นใช้ volume measurement มาวัดกันไม่ได้ อันนี้เลยใช้เครื่องชั่งให้มัน 2g เท่ากันก่อนเทียบ

รสชาติ Moody Houjicha นี้ค่อนข้างเฉพาะทางสมชื่อ ถ้าใครเคยกินนมช็อค charcoal ที่คาเฟ่ ที่เป็นแยกชั้นสีขาวดำ อันนี้มีรสไปในทางนั้นเลย คือมันไหม้แบบช็อคโกแลต charcoal

นับว่าเป็นลักษณะพิเศษไม่ใช่จุดด้อย (คือไม่ใช่ซ่าแบบ DDD ที่มองเป็นลักษณะพิเศษไม่ได้) แต่ก็คิดว่ามันอาจจะออกห่างจากความเป็นชามากไปหน่อยรึเปล่านะ แต่กลับกัน ถ้าร้านอินดี้ๆหน่อยซื้อชานี้ไปแล้วคิดสูตรออกมา ตั้งชื่อเก๋ๆที่ไม่ใช่แค่โฮจิฉะลาเต้ (เช่นเป็นเมนูประจำร้าน) ถ้าใครมาชิมก็อาจจะทำให้เห็นด้วยกับชื่อได้ไม่ยากเพราะมันไม่เหมือนความคาดหมายว่ารสโฮจิฉะจะเป็นงี้

ส่วนตัวจะลองค้นหาสูตรที่เหมาะกับผงนี้ก่อน แต่ถ้าชงง่ายๆตรงๆ รู้สึก Matchazuki Uji Houjicha จะไปถึงเส้นชัยได้ง่ายกว่า (คือไม่ได้เซ็งหมดไอเดียจนต้องทิ้งทั้งซองเหมือน DDD ..)

ถ้าซื้อซอง 100g ก็จะออกมากรัมละ 2.8 บาท ชงสูตร 5g ก็แก้วละ 14 บาท ไม่แพงเท่าไหร่

Kawami คาวามิ

237 / 100 = 2.37 (11.85 / 5g)






เป็นชาสีกากีแต่เข้มกว่าของ Matchazuki



รสชาติ ถึงจะไม่มีอะไรแย่อย่างเห็นได้ชัด แต่น่าเสียดายที่ขมโดดไปนิดนึง ไม่ใช่ขมที่ desirable มากนัก ส่วนกลิ่นหอมก็อยู่ในระดับเฉยๆ ไม่ดีไม่แย่

โดยรวมแล้วรู้สึกเหมือนผงขมมากกว่าผงชา 555 ไม่แน่ว่าอาจจะใช้ทำชาผสมกับยี่ห้อที่ขาดขมได้ มั้ง มีไอเดียว่าผสมกับ Matchazuki หน่อยๆอาจจะออกมาดี

Maruzen มารุเซ็น

139 / 100 = 1.39 (6.95 / 5g)



ภาพชาดูภาพบน ทดลองคู่กับ Kawami ไปแล้ว

ออกมาเป็นชาสีน้ำตาลเข้มชัดเจนไม่กากี เหมือน Moody เป๊ะ

แล้วรสชาติก็มาสายเดียวกันด้วยนะ สงสัยจะพันธุ์เดียวกันหรือไม่ก็แหล่งเดียวกัน ออกเป็นโกโก้ๆ ไหม้ๆหน่อย แต่อันนี้ค่อนข้างถูกกว่า Moody ตั้งเท่าตัว เดียวต้องลองเทียบข้างๆกันอีกทีว่าถ้าชอบชาสีน้ำตาลแบบนี้ ลงทุนคุ้มไหม

โฮจิฉะอื่นๆแต่ไม่มีตังลองแล้ว

380/40 = 9.5 (47.5 / 5g)



360/100 = 3.6 (18 / 5g)


400/100 = 4 (20 / 5g)

160/30 = 5.33 (26.65 / 5g)



160/30 = 5.33 (26.65 / 5g)

145/100 = 1.45 (7.25 / 5g)

216/50 = 4.32 (21.6 / 5g) | 300/50 = 6 (30 / 5g)

Saturday, August 22, 2020

2 + 2 + 2 + 1(d) + ? + 今

บางทีก็สงสัยว่ารออะไรเวลามันก็โหดร้ายเกินไป! แต่เป็นโรคจำเวลาฝังใจมาแต่ไหนแต่ไร บางทีก็ไม่ค่อยดีกับสุขภาพจิต นี่ใกล้จะ epic เท่าเรื่อง 10 นาทีนั่น กับติดพายุละ แต่คนละ genre

6 ปีกับ 1 วันก็ว่าพีคละ ตอนวืดนั่นก็ นะ

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก today is the day

มองย้อนหลังดูนาน แต่ดันนั่งนับถอยหลังมาเรื่อยๆ เออตื่นเต้นดีก็ดีเหมือนกัน

ตอนแรกกลัวเดินไม่ตรงเหมือนวันนั้นอีก 555 จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าโน่นนี่นั่น simulate ไปซะกี่กรณี

ผลคือคิดว่าหลายๆอย่างดีกว่าที่คิด ปกติกว่าที่คิด มีแต่เรานี่แหละที่คิดมาก

แต่ก็ดีเหมือนกัน ความสุขขขเล็กๆ มาจากการที่รอช่วงเวลามานานแล้วในที่สุดก็มาถึง ตลกก็ตลกดีเหมือนเป็นบ้ากับอะไรแค่นี้ แต่โดยรวมดีๆๆๆๆ ความสุขมวลรวมเป็นบวก if it ain't broke don't fix it

ยังไงโดยรวมก็ ดี (มาก) ไม่มีอะไรจะเสียดายนี่แหละดี กว่ากรณีอื่นๆที่อาจจะแย่กว่านี้เยอะ เย้..!

Savor this moment.

Until the next time, if there is one.

โรคคิดว่าทุกครั้งมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นครั้งสุดท้ายกลับมาทุกที แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้ทุกครั้งมีความหมาย มีความหมายจนต้องอัพบล็อคแน่ะ

And yes I actually just updated the blog because I was happy. What a blasphemy!

Monday, December 2, 2019

Ridiculousness

For once I want to express something in English here, mainly because the word "ridiculous" I want to use is not has no equivalent in Thai that express how ridiculous it is.. lol just by reading it, ridiculous sounds so ridiculous, right...

I have had the 1 year wait that results in a 1-2 minutes outcome before. Great, still something tangible no matter how small that is. I thought I am ready for anything after this point.

That epic thunderstorm survival event that turns out empty. Questionable, but I was getting used to this I think it's normal that things wouldn't go as I want to most of the time.

The car then overheat and broken at the very important moment. That is just golden.

I do remember the eclair. Still fails. That made me think about a piece of colored paper I intended to keep it preciously but still manages to lose it. Good thing that last one is still here in my bag, I learned from my mistake. The stupid broken shell of a previously-a-pen is still here too. I still don't know what that means but I keep what makes me happy.

How about that and that and.. there are too many to recall here. Maybe you can just read one of my diary when I die. Or maybe I didn't write those down at all, not that I have enough guts to go and check them.

The most recently is this, 2 years of wishful hope. It was still not stupid, but that didn't happen either, and then after that day I got it cleared out finally and there is no more reason to hope. But it didn't hurt anyways so it secretly turned into a pointless, stupid, and even fun hope that it is OK on any outcomes. I thought that was the best state to be in honestly, and I was able to walk straight again by keeping it like that.

Then lol, a year after, totalled to 3 years, it happened except that I missed it. The chance to be happy for about 5 minutes I could have. All 3 years considered, I should have got this statistically speaking. Then of course! It happen on just 0.5% of the time that I could miss. This is completely ridiculous, I laughed wryly in my mind. Immediately all my past ridiculousness came back to remind me how everything magically fails.

Well I was wrong, it did hurt. Maybe only a bit, because it is completely ridiculous in both how low the chance that it could happen but it happens anyways, and the stupid reason to hope for it. I could have been a bit happier if I got that, but it would have been a big achievement. I keep regretting to the what-if scenario if I got that very small but important happiness.

One funny thing, I think it would be 0 or +, if it didn't happen then that's fine. If it happen then it's a small boost in happiness. But given how low the chance of it happening, when it did happen AND I know I missed it, there is a hidden - appearing from nowhere!

There is no going back to get it, I should hope for the next future where next thing fails, but I can't help regretting. Well, damn.

Life's crazy, maybe I was blinded by only the things that went wrong and not seeing the thing that goes right. But hoestly now that a day passed and I calmed down, I can't still think of anything that goes right recently or even counted years or 2 years prior.

Maybe I could count that I successfully made a crispy pork by research, or that I finally made over 5000 THB income from my passives I built? Well, those are nice. But the thing that hurt the most scales according to how you had been working for it. Those somehow always crashes, hard. By always, I think there is no long-term things that goes well so far.

Also I wondered why human are somehow wired to kill itself when these thing repeatedly happen. This thinking will be a funny one after some days passed but it was surreal when it came to mind. It is just ridiculous that something as long as in "years" unit just goes poof, in a matter of realization. And everytime, unbelievable.

I just have to stay strong to my personal point of life  : "to keep living to see the next event whether that is a bad or good one". But I just hope that type things out in a blog that no one would came across should help me out some more now that the wound is still fresh.

Anyways, all of these are all stupid. The only problem that it hurts for real, which is also stupid. I wish I choose to not knowing about something more often, maybe I would be happier that way.

Wednesday, January 23, 2019

สวก




พูดถึงชมรมพิมพ์ดีด ก็ทำให้นึกถึงชมรมต่อไปที่ได้เข้าเพราะเขาบังคับให้หาเข้า คราวนี้ได้เข้าชมรมครอสเวิร์ด ซึ่งจริงๆเป็นเกมก๊อปมาจาก Scrabble ฝรั่ง แต่ชื่อเทพกว่าก็เลยติดตลาด

ชมรมนี้ค่อนข้างโอเคเพราะแค่เล่นเกมจนจบคาบแล้วมีจดคะแนนสะสมนิดหน่อย

แต่พอไปซักพักก็ต้องมีเรื่องเอาหน้าให้ครูด้วย ก็คือมีการส่งตัวแทนไปแข่งครอสเวิร์ดระดับประเทศ โดยต้องสู้กันคัดเลือกระดับโรงเรียนก่อน แล้วผมก็ได้โดนจับเข้าไปอยู่ในสาย

เหมือนในการ์ตูนกีฬา รอบแรกจะเจอคนหน้าตาโกงๆหน่อย แต่ด้วยพลังพระเอกก็เลยชนะมาได้

ตาฉันเทิร์น ขอลงแบบขนานโดยวางตัว K ไว้ตรงช่อง triple letter score

เดี๋ยวนะ ตรงข้างๆนี้ OK นี่เอาเลยเหรอ

โง่รึเปล่า เกิดมาไม่เคยได้ยินคำว่า OK รึไง

ขอ challenge ครับ

ไม่มีคำว่า OK ในพจนานุกรมค่ะ กรรมการสาวตอบอย่างรวดเร็วโดยที่ยังไม่เปิดเลยด้วยซ้ำ

อ้าก อ้าก อ้าก อ้าก อ้าก อ้าก!! กรอดด

นายพลาดแล้วสมชัย (ชื่อสมมติ)

แต่รอบต่อมา ผมได้แข่งกับผู้หญิงคนนึง จะได้ว่าอยู่ต่ำกว่าผมอยู่ 1 ชั้นปี

ฝากตัวด้วยนะคะ เธอพูดพลางก้มหน้าเบาๆ แสงแดดจากหน้าต่างไม้ส่องเข้ามา เด้งผ่าน BSDF ในเส้นผมสลวยของเธอเกิดเป็นสีสันสวยงาม

ครับ

นะ หนอย อย่าคิดว่าน่ารักแล้วจะใช้แผนนี้ได้ผลนะ

เธอมีลุคที่ค่อนข้าง refined และใจเย็น แม้ว่ากฏบ้าบอของโรงเรียนตอนนั้นจะให้ตัดแค่ทรงกะลาครอบ (ตอนนี้มัดข้างหลังได้ จบมาแล้วทุกอย่างดีขึ้น) ก็รู้สึกว่าทำผมออกมาได้ดูเข้ากัน ขอชมจากใจ (ในใจ)

แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับการแข่งขันนี้ อย่าหวังว่าฉันจะออมมือให้นะ ขอเอาศักดิ์ศรีของคนเล่นเว็บ neopets ทุกวันเป็นเดิมพัน จะลงคำที่ดีที่สุดที่มี

แข่งไปถึงกลางๆกระดานคะแนนค่อนข้างสูสีกัน ผมหยิบตัว Q ขึ้นมาได้ ในหัวแน่นอนผมเล็งว่าตรงไหนกันแน่ที่จะ ขัวขอดสวก (QUA QAT SUQ) ได้ ผมเจอที่ๆจะสวกได้แล้วก็เลยต่อเข้าไปท้ายตัว S ที่ต่อเอาคะแนนหน้าด้านๆมาเมื่อเทิร์นก่อน

จบเทิร์นครับ

เป็นไงล่ะเจอตัว Q เข้าไป คราวนี้แหละ จะทิ้งห่างให้ได้เลย

ตาฉันเทิร์น ขอลง QUESTION ต่อท้ายตัว Q บิงโกค่ะ

อะไรกัน!!

ผลของ double word score ทำงานทำให้คะแนนยิ่งพุ่งขึ้นไปอีก

ครืน ครืน ครืน ครืน ครืน ครืน ครืน ครืน อ้าก อ้าก อ้าก อ้าก !!!

ต่อจากนั้นไม่ว่าผมจะหยิบไปกี่ตัวก็ไม่เจออะไรดีๆที่จะเอาคะแนนกลับมาได้ ก็เลยแพ้เธอไปในที่สุด

ก็เป็นอีกชมรมนึงตอน ม. ปลาย เออจะว่าไปแล้วมีอีกชมรมนึงตอน ม.6 แต่ไม่ค่อยมีอะไรอันนั้น 555

Tuesday, January 22, 2019

กำดำ

"กำดำ" เรียนเรื่อง typography แล้วก็ทำให้นึกถึงตอนอยู่มัธยมที่อุดร ตอนนั้นมันบังคับให้เลือกเข้าชมรม ผมไม่รู้จะเอาอะไร ชมรมคอมพิวเตอร์ที่น่าจะมีเกมให้เล่นก็เต็ม ก็เลยเลือกเข้าชมรมพิมพ์ดีด ยังไม่ได้สนใจจะเป็นโปรแกรมเมอร์ (โปรแกรมครั้งแรกจริงๆเริ่มกับ C# ตอนปี 1) สสวท ก็เลือกสอบชีวะเพราะคอมมันเขียนว่าต้องใช้ C++ แต่รู้จักแค่ html สุดท้ายก็ไม่ติด เพราะแค่เจอสัตว์ประหลาด 5 ตัวแล้วให้ตอบว่าไฟลัมอะไรก็ยอมแล้ว มันไม่เหมือนในไลท์โนเวลที่จะได้เจอกับหัวหน้าชมรมเป็นสาวซึนที่ค่อยๆเปิดใจ หลังจากที่เราได้พิมพ์ดีดด้วยกันมาพักหนึ่ง พิมพ์ดีดมีประมาณ 30 เครื่อง เก่ามาก เครื่องเก่าไม่พอห้องก็เก่าเพื่อให้เป็นบรรยากาศเดียวกัน เป็นบรรยากาศสีน้ำตาลๆ เหมือนร้านของชำ แล้วก็มี อ. ที่เหมือนยายขายของชำ พิมพ์ต้องพิมพ์บนกระดาษโรเนียวด้วย ทำให้เวลาทำไม่เสร็จต้องมาทำต่อวันหยุดอีกเพราะกระดาษมีที่นี่ที่เดียวโดยนัด อ. มาเปิดห้อง เป็นชมรมที่ไม่น่าเลือกมาหาเรื่องใส่ตัวเลย ใครที่ที่ทำงานแม่มีเครื่องพิมพ์ดีดนี่ถึงกับต้องแอบเอากระดาษโรเนียวออกไปทำต่อที่อื่น พิมพ์ตอนแรกก็ตั้งใจอยู่ คือวางมือ ฟหกด่าสว ถูกต้อง เวลาจะกดอะไรที่อยู่นอกจากนั้นทีนี่ต้องคิดอย่างหนักว่าต้องเอานิ้วไหนไป ต้องพยายามยับยั้งกิเลสที่จะจิ้มดีด พิมพ์ส่วนหัวตรงวันเดือนปีนี่ตอนชิดขวานี่เร้าใจมาก เพราะอย่าลืมว่าเราต้องกด carriage return (ตรงตัว) ตอนจบบรรทัดไม่ใช่จบ paragraph แบบคอมปัจจุบัน ถ้าพิมพ์ไปเรื่อยๆมันก็จะหลุด 555 พิมพ์ดังโช๊ะๆไปนี่ก็ต้องแงะไอ้ตัวดีดออกเรื่อยๆเพราะมันชอบมาชนกัน แล้วถ้ากดแบบมั่นใจไปหน่อยนิ้วจะลงไปในรูระหว่างปุ่ม อันนี้เจ็บปวด สุดท้ายทนอยู่จนจบเทอม งานเหลือเยอะมากทำไม่ทัน แต่ก็สายไปแล้วเพราะทุกคนทั้งห้องยอมแพ้เปลี่ยนมาเป็นท่าจิ้มดีด 555 จิ้มโช๊ะๆ แปปเดียวเสร็จ สรุปคือไม่มีใครได้อะไรเลยนอกจากเกรด แล้วก็ได้อีกอย่างคำฝึกคำนึงที่ฝังอยู่ในใจมาจนถึงตอนนี้ "กำดำ" เสาร์อาทิตย์แทนที่จะได้ตื่นมาจองขอบหน้าผาหนอนทรายเก็บเลเวล ดันต้องมาพิมพ์ดีด "กำดำ"

Friday, July 13, 2018

ไอดารี่

13/12/2015
10/10/2016
12/12/2017
13/07/2018

มันคือ!

วันที่ของไดอารี่

กลายเป็นมนุษย์เขียนไอดารี่ ปีละ 1 ครั้ง 555555

เปล่าหรอกคิดถึงเลยมาเปิดดู ก็เลยคิดได้ว่ามันเจ๋งดีนะ
แค่จับปก ก็เหมือนวูบบบบ ย้อนเวลา เหมือนรอบๆตัวเปลี่ยนเป็นสถานที่ต่างๆไปเรื่อยๆ!

Monday, June 4, 2018

ความคาดหวังที่ orthogonal

ไปทริปกับครอบครัวที่ผ่านมา แม่พูดแต่เรื่องระบบสืบตระกูล เบื่อออออ ประมาณ 38 ครั้ง เดี๋ยวนู่นก็จะแต่งงานแล้ว นี่ก็เป็นการแสดงความรับผิดชอบของเค้านะ ส่วนไอ้หมอนี่เมื่อไหร่ฮึ ไอ้พวกนี้มันเฉื่อยค่ะ เฉื่อยบ้าอะไร เหมือนโดน deny existence ตลอดเวลา จะทำเกมทำอะไรก็ช่างไม่ว่า แต่จะรอแค่เมื่อไหร่แต่งงานกับเป็นครูมีเงินเดือนซะที? เรื่องโดนว่าไม่รู้จักแสดงความรับผิดชอบเพราะไม่ยอมเป็นฝั่งเป็นฝามั่นคงให้แม่ซักทีนี่ จริงๆก็เคยโดนมาก่อนแล้ว

เฉื่อยนี่ยิ่งตบหน้า คือ 2-3 ปีนี่คือไม่เฉื่อยที่สุดในชีวิตแล้วมั้ง ที่นั่งทำมามันเหมือนว่าเราอยู่นิ่งๆซะงั้น? ตอนอยู่ ป โทก็นับแค่วิจัยกับใบจบแต่เวลาส่วนใหญ่ที่เอามาออกแบบเกมสงสัยไม่นับ แต่คนทั่วไปมองว่าชีวิตอยู่กับที่ไง เงินเดือนก็ไม่มี checkpoint อย่างเช่นเงินเดือนขึ้น ตำแหน่งขึ้นมันก็ไม่มี จะมี git commit log ก็ไม่ใช่อะไรที่จะเห็น บาง log ยิ่งต้องชมตัวเองเป็น milestone ที่สร้างเองเพราะไม่มีเจ้านายไม่มีปาร์ตี้อะไรจะมาฉลอง เซิจดูหาเครื่องหมายตกใจเยอะๆคงเจอ

ส่วนเพจนี้ที่เป็นตัวตนของเราจริงๆก็ไม่สน ละก็ชอบว่าไม่เล่นไลน์ไม่เล่นเฟซ ก็ไม่มีอะไรจะเล่าในนั้นนี่นา จะให้เล่าก็ออกมาเป็นเหมือนคอนเทนต์เพจนี้เพราะนี่แหละสิ่งที่เราทำที่เราเจอทุกวัน จะดูตลกมั้ยล่ะเวลาอยู่กลางฟีดคนอื่นๆที่เขา "ชีวิตเดินหน้า" กัน ก็เลยทำเป็นเพจแทนจะได้ไม่เบียดเบียนใครละใครอยากฟังค่อยเข้ามา

จริงการตัดใจมาทำอะไรแบบนี้ มันน่ากลัวอยู่แล้ว ทำไมจะไม่เคยคิดกังวลเรื่องนี้ เรื่องที่จะไม่เจอคน ชีวิตด้านนึงมันก็ต้องหยุด (ชั่วคราว) อยู่แล้ว ซักวันคงกลับไปเป็น normie แต่ก็ไม่ได้อยากให้มาย้ำทุกครั้งที่เจอกัน ปีละ 3-4 ครั้ง ของมันใช้เวลาทำ

เคยอธิบายดีๆตั้งหลายรอบแล้ว ว่ามันจะไปได้อย่างที่คาดหวังได้ไงในเมื่อทุกวันเป็นงี้ ถ้าเลือกงานราชการปกติก็ easy mode ไปแล้ว เพราะมีเงินมีสังคมไง align กับความคาดหวังพอดี นี่เลือกจะทำเกมเหรอ เหมือนหาเรื่องใส่ตัวเองเพราะทีนี้นอกจากต้องพยายามเรื่องเกมแล้ว ยังต้องมาคอย satisfy อันที่ไม่ได้อยู่ในทางนั้นพร้อมกันอีก ความคาดหวังมัน orthogonal กันกับทางที่ไป ก็ไม่รู้จะมาหวังทำไม อันนี้ก็ต้องคอยบอกให้ชื่นใจ เออเดี๋ยวเสร็จแล้วจะทิ้งไปเข้างานปกติๆแล้วรออีกหน่อย จริงๆก็แอบรู้สึกว่าตัวเองน่าจะมี potential ด้านทำเกมแหละ แต่ไม่รู้สิ เจอ fake difficulty เพิ่มขึ้นมาเยอะเกิน ลองคิดว่าถ้าทุกวันมีคนมาคอยย้ำว่าเมื่อไหร่จะได้เป็นนักบินอวกาศ ทั้งๆที่ไม่ได้มีอะไรที่ไปทางนันเลยจะรู้สึกยังไง
พอแบบนั้น ก็บอกว่านันมันก็ไม่เหมือนกัน ชีวิตมันก็ต้องมีทั้งงานทั้งอย่างอื่นไปด้วยกันไม่ได้เหรอ "ใครๆเค้าก็ทำกันทำไมเราไม่ได้" (อันนี้ไม่ใช่ทริปนี้ ตั้งแต่ปีใหม่) โอ้ชิท ยิ่งรู้สึกเหมือนโง่เองที่พยายามทำเกมแบบใส่เต็ม 300% เหมือนทุกวันนี้

แค่นิยามคำว่าชีวิตก็ไม่ใช่แล้ว แม่คิดว่าชีวิตประกอบด้วยงานกับครอบครัว ไม่ใช่ การใช้ชีวิตคือการใช้ชีวิต จะทำอะไรก็คือการใช้ชีวิตนะผมคิดว่า จะไปว่าคนที่เค้าตั้งใจสร้างของอยู่คนเดียวว่าชีวิตขาดหาย มันก็ดูไม่ใช่ ไม่ได้อยากจะพูดว่างานคือชีวิต เพราะมันฟังดูลบ ที่ฟังดูลบเพราะนิยามชีวิตมันเป็นแบบนั้นแหละ งานคือชีวิตก็เลยแปลว่า แล้วสังคมกับครอบครัวล่ะ? ถ้าเปลี่ยนคำว่างานเป็นการใช้ชีวิต อาจจะฟังเข้าท่าขึ้น ทุกวันนี้ปั่นเกมอยู่ก็โดนมองว่า "ทำแต่งาน" (implies แล้วเมื่อไหร่จะมีครอบครัว) ทำไมถึงไม่มองว่ากำลัง "living" บ้าง คนที่มีความสุขกับคนที่รักเขาก็กำลัง living คนที่สนุกกับการสร้างอย่างวิศวะเขาก็ living

พ่อแม่ก็คิดถึง เวลาก็ไม่รู้จะได้เที่ยวกันอีกกี่ครั้งไงก็เลยไปด้วย แต่พออยู่ด้วยกันก็มีแต่ความคาดหวังบ้าบอ เลยไม่รู้จะคิดยังไง เลยไม่อยากกลับบ้านเพราะมันมีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตแบบนี้ไงเสร็จแล้วจะไปเข้างานได้เงินให้พอใจอยู่หรอก เพราะพ่อแม่ก็รักเหมือนกันเลยอยากเอาใจ แต่แม่งเหนื่อย ถ้าไม่ทำเกมก็ได้เอาใจไปด้วยใช้ชีวิตปกติไปด้วยได้นานละ อยากตั้งใจทำเกม ทำเพลง แล้วเอาไปขายอาจจะได้เจอคนที่เค้าชอบสิ่งที่เราทำจริงๆมากกว่า เหนื่อย เซ็งชีวิต ปล.อีก 30 นาทีลบ ได้พิมพ์ค่อยใจเย็น

Monday, April 30, 2018

บาเซลกีส



ไปงานแต่งของปอมหน่ามา ได้ของชำร่วยเป็น succulent มาต้นหนึ่ง ไม่เคยได้ของชำร่วยเป็นต้นไม้เลยแฮะ แต่ชอบ ไอเดียดี *-*

ประกอบกับตอนนั้นโดนบอลซันพาไปล้างสมองในสวนกระบองเพชรมาแล้ว เลยรู้สึกพิเศษกับมันมากขึ้นมั้ง แล้วก็ไม่อยากให้มีอันเป็นไปเหมือนต้นตูดที่ทำมันตายไปแล้ว 555 ครั้งนี้ได้วิธีดูแลมาด้วย ดูซิว่าทำตามทั้งหมดแล้วมันจะรอดมั้ย


Friday, April 27, 2018

เอโมมิ


เราเป็นคนที่มีนิสัยเสียอย่างนึง คือชอบจมอยู่กับความทรงจำ คำสัญญา หรืออะไรซักอย่าง จนถึงขั้นที่ว่าชอบคิด ก็สัญญากับตัวเองไว้แล้ว ต้องทำให้ได้สิ คิดแบบนั้นย้ำๆ โดยที่ไม่ได้ดูปัจจุบันเลย

เหมือนเครื่องจักรที่ตั้งโปรแกรมเดินเครื่องไปแล้ว หยุดไม่ได้จนกว่าจะเสร็จ หรือถ้าไม่เสร็จทำอย่างอื่นไปด้วยก็ได้แต่ก็ไม่มีทางลบคำสั่งแรกออกยังไงก็ต้องเสร็จ

Wednesday, February 14, 2018

โอะ

เหมือนจะจำได้ลางๆว่าเคยมาพิมพ์ในนี้ว่าปีที่แล้วเอาช็อคโกแลตไปให้ป้าแลกเหรียญ 3 คนกับพี่ ..ลืมชื่อแล้วที่ร้าน Cafe Del Stella

ปีนี้ร้านเกมก็ไม่อยู่แล้ว ร้านกาแฟเดิมพี่คนเดิมๆก็ออกกันไปหมดแล้วแถมเปลี่ยนเวลาปิดเร็วขึ้น ย้ายมาทำงานร้านตรงแยกเมเจอร์แทน ปีนี้ทั้งปีคิดว่าน่าจะเปลี่ยนมาเป็นร้านนี้ ปีนี้ก็เลยเอามาให้พี่ร้านนี้


Thursday, February 8, 2018

เอาทวีตมาแปะใน Blogger แล้วมันจะออกมาสวยมั้ย


สวยจัง

เรื่องของผมกับ Ableton Live

วันนั้นเรียนตรีอยู่ ม เกษตร อยู่เลย ซื้อวันที่ Live 9 ออกใหม่โดยใช้สิทธิ์ educational ลดราคาตั้ง 40% เปลี่ยนเวอร์ชั่นจาก 8 พอดี.. เลือก Live หลังจากลอง FL, Reason, Cubase แล้วเนื่องจากรู้สึกว่ามัน geekๆ ที่สุด

วันนี้! เรียนจบโทผ่านมา 1 ปี ในที่สุด Ableton Live 10 ก็ออกขายแล้ว!! เป็น DAW อิฉฉาเจ้าอื่นที่อัพเดทรัวๆมานาน เก็บเลเวลกับเวอร์ชั่น 9 มาหลายปี กี่ครั้งที่อยากย้ายค่ายไป FL Studio เพราะทางนั้นอัพบ่อยกว่าแถมฟรี.. แต่ก็ตัดใจเปลี่ยนไม่ได้ เนื่องจากเสียดายตังที่ซื้อ Live มาแล้ว แต่ก็ดีเหมือนกันโดนบังคับให้ใช้จนเก่ง - -

เราสองคน เริ่มต้นจากทำเสียงใส่เกมประกวดโง่ๆสมัยเรียน ต่อมามาใช้ทำงานที่ บ. จริงให้เกมคนอื่นหลังเรียนจบ (เกมนั้นคือ ARES XBox Ver., So Many Me และ Panthera Frontier) แล้วต่อจากนั้นก็ได้ทำเพลงกับเสียงประกอบทุกเสียงลงเกมของตัวเอง Duel Otters​ รวมถึงดัดแปลงเสียงพากย์ (?) ตัวเองให้กลายเป็นเสียงตัวนากในเกมด้วย

ต่อมาเราก็ไปญี่ปุ่นด้วยกัน ที่นั่นได้เข้าวงการ BMS แล้วเจอเพื่อนๆญี่ปุ่น Mumeisen 12 ที่แต่งเพลงแข่งกัน หลังจากนั้นเราก็ทำเพลง BMS ประกอบวิดิโอมาหลายต่อหลายเพลงตั้งแต่ Exargon, Maid Battle, ... ได้ไปกินข้าวกับคนญี่ปุ่นที่เจอกันในเน็ตจริงๆ แล้วคุยกันยังกับแต่ละคนมี stand ประจำตัวเป็น DAW ที่เลือกซื้อและถวายวิญญาณให้ลอยอยู่ข้างหลัง (ประเทศนั้นเขาไม่แคร็กกัน ฝีมือจะ noob แค่ไหนก็ต้องไปทำงานมาซื้อ)

แล้วก็ต้องไม่ลืมว่าเราประกวดงาน Rayark มาด้วยกันสองรอบ แล้วรอบสองเพลง Ruination ก็ได้ไปอยู่ในเกมจริงๆ (ตอนนั้นกดอ่านเมล Ice แล้วลงไปกลิ้งบนพื้นกระเบื้อง 555) จากนั้นปีใหม่ของปีแรกที่นู่นก็ได้ทำเพลง Bluebell ไปติด Dynamix

หลังจบโทกลับมาคิดจะทำเกม ก็มีนายนี่แหละที่ทำเกมด้วยกันกับเราอีกคน เกม Mel Cadence​ ที่ทำอยู่แน่นอนว่านอกจากเพลงแล้วเสียง UI กับ BGM ก็ต้องใช้ แล้วก็มีเพลง ??? ที่ติด Dynamix รอบสอง กับ Rave til the Earth's End ที่ไปผ่านเข้ารอบของ Pump It Up

วันนี้ไม่ต้องคิดซักนิดกดจ่ายเงินทันที ครั้งนี้คำว่า educational หายไป กลายเป็นคนธรรมดาแล้ว (และจ่ายราคาธรรมดาด้วย.. ยังดีมีลด 20% ค่า preorder)

จะว่าไปแล้วก็ดีนะที่ซื้อ ก่อนหน้านี้เริ่มด้วย FL เถื่อน แล้วไม่เห็นค่าของ DAW กับค่าของ bundled synth ซักนิดใช้ทิ้งขว้างไปหมด ไม่เคยพยายาม แล้วไม่เคยมีความผูกพันธ์อะไรเลย ถ้าคิดว่าค่าโปรแกรมเป็นทั้งหมดที่ว่ามาก็เกินคุ้มจริงๆ

จะหา Live แคร็กมาใช้ มันก็น่าจะไม่ยาก แต่อาจจะเสียที่ว่ามาทั้งหมดตลอดไปก็ได้ใครจะรู้ เรื่องนี้เกิดขึ้นกับ After Effects แล้วด้วย เวลาเสียเงินแล้วเราพยายาม จน MV ออกมาได้หลายอัน คุ้มกว่าไปเสียเงินลงคอร์สอะไรไหนๆ เสียเงินซื้อโปรแกรมจริงๆแล้วมามีไฟเองก็เป็นทางฝึกที่ดีมากๆ

อาจจะอีก 4 ปี+ เหมือนเดิมกว่าจะกลายเป็น Live 11 ก็ไม่แน่ แต่คิดว่าก่อนจะถึงวันนั้นเราน่าจะมีเรื่องสนุกๆไปด้วยกันอีกแน่ๆเลย!


 




Tuesday, November 21, 2017

รอย

เคยคิดอยู่ว่าขาย MBP แล้วอัพเกรดเป็นเครื่องที่มี Thunderbolt 3 ดีมั้ย แต่เป็นคนมี emotional attachment แล้วทำไม่ลง ผจญภัยมาด้วยกันตั้งนานตั้งแต่ซื้อมาจากโอซาก้าที่ญี่ปุ่น เปิดทำเกมบนรถไฟ บนเครื่องบิน ร้านกาแฟ.. ถ้ามันกลายเป็นเครื่องใหม่แล้วเหมือนสตอรี่จะหายไปแล้วเสียดาย เฮ่อ

แล้วก็ที่แปลก คือเสียดายรอยบิ่น 555 นี่ทำตกหน้าลิฟต์ที่ ม. ที่ญี่ปุ่น ตั้งแต่ลองเป็นคนไม่ใส่กรอบไม่ใส่อะไรแล้ว จากกลัวเป็นรอยกลายเป็นเสียดายรอยซะงั้น มันดูเป็นของเรา..




สมัยใช้ Dell Studio 1450 ที่มี on site ตอนนั้นเรียกให้เขามาเปลี่ยน Keyboard ได้ แบบเป็นรอยตัวอักษรหายหน่อยเคือง ไม่พอใจมากต้องเปลี่ยนๆๆ iPod Touch เผลอไว้กระเป๋าเดียวกับเหรียญปุ้บฟิล์มเป็นรอยก็เคืองจนอยากเปลี่ยน เดี๋ยวนี้เปลี่ยนแนวคิดมาอยู่กับรอยแทนแล้วรู้สึกว่ามีความสุขกว่า




แต่จอคอม อันนี้ต้องติดฟิล์ม.. ปกติมันไม่ใช่ของที่ต้อง expose ไม่ได้โดนอะไรเป็นประจำอยู่แล้ว ถ้าโดนแล้วคงยอมไม่ได้ 555

Tuesday, October 10, 2017

ประสบความสำเร็จ

วันนี้ผลประกวดเพลง Pump It Up ประกาศออกมาได้ที่ 1 ตัวเองยังไม่อยากจะเชื่อเลย ยังไงเรื่องราวเบื้องหลังของเพลง ไปอ่านในนี้ได้ครับ


ก็ทำให้รู้สึกวาบขึ้นมาได้เลยว่า... เราประสบความสำเร็จแล้ววว!!

"ประสบความสำเร็จ" ในความหมายนั้นนั่นแหละ ความหมายที่คนทั่วไป ใช้กับการที่สามารถไปถึงสถานะ การงานมั่นคง มีเงิน ครอบครัวอบอุ่นและเพื่อนฝูงรักใคร่

พูดแบบนี้อาจจะฟังดูเว่อร์ ชนะมันก็น่าดีใจอยู่แต่ไม่ถึงกับประสบความสำเร็จหรอกมั้ง? อาจจะเป็นคำถามที่คนแบบแม่ผมคิดในใจ "แล้วก็อย่าลืมสมัครสอบ กพ. กับหางานนะลูก" ผมรู้ว่าแม่ไม่ได้รอสิ่งนี้อยู่แต่ยังไงเกิดขึ้นแล้วก็ดีใจด้วย แม่ยังรอวันที่ผมจะประสบความสำเร็จอยู่ โดยที่ไม่รู้ว่านี่แหละประสบความสำเร็จแล้วนะ! At this very moment!

(เอาจริงๆที่ทำได้ส่วนหนึ่งเพราะว่าไม่มีงานประจำ เพราะปกติทำไม่มีเสาร์อาทิตย์อยู่แล้วก็เลยลางานกับตัวเองแล้วเอาเวลา 4 วันมาตั้งใจกับอะไรก็ได้ ถ้างานปกติคงหา 4 วันต่อกันได้ยากมาก)

ผมเชื่อว่า ความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับความจำเป็นต่อชีวิตก็ได้
(กลับกัน ผมคิดว่าเป็น extra ของชีวิตที่คนเราเพิ่มเข้ามาเองมากกว่า หรือพูดอีกอย่างก็คือคำถามที่ว่า "เราเกิดมาทำไม")

ที่ผ่านมาผมมองไปในโลก social ผมเห็นเพื่อนญี่ปุ่นแต่งงานแล้ว ผมเห็นพี่อีกคนมีลูกรักแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่เขาไขว่คว้า ผมว่าเขาประสบความสำเร็จ

ผมเห็นอีกคนโชว์พอร์ตหุ้น โชว์พอร์ต bitcoin ขึ้นอย่างมหาศาล นั่นเป็นเป้าหมายของเขามาตลอด เขาก็ประสบความสำเร็จแล้ว

ผมเห็นอีกคนปล่อยเกมที่ทำมานานแล้ว แม้ยอดขายอาจจะยังไม่ถล่มทลาย แต่ผมรู้สึกได้เลยว่าคนๆนั้นประสบความสำเร็จแล้ว แม้เงินจะจำเป็นกับชีวิตก็ตาม เพราะเห็นเขาตั้งใจทำเกมแนวนี้มาตั้งแต่ 4-5 ปีที่แล้ว

ความหมายประมาณนี้ ความสำเร็จที่ว่า มันเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกได้ว่าสมมติตายพรุ่งนี้ ก็จะเสียใจน้อยลง

เอาง่ายๆ สมมติวันนี้ได้เงิน 10 ล้านเลยแล้วตายพรุ่งนี้ เทียบกับวันนี้ชนะ Pump It Up Contest แล้วตายพรุ่งนี้เหมือนกัน ผมว่าอย่างหลังตายตาหลับกว่าเยอะ มาก...

เห็นมั้ยว่า sense of success มันต่างกัน แม้ดูเผินๆอาจจะดูกลับกันว่าได้เงินขนาดนั้นยังไงก็ต้องดีกว่า

ผมเคยชอบคนๆนึง แล้วสุดท้ายก็ตัดสินใจบอกเขาแล้วด้วย ถามว่าตายพรุ่งนี้แล้วตายตาหลับได้ดีขึ้นมั้ย ก็ใช่...

แม้จริงๆจะดูเหมือนความล้มเหลวก็ตาม แต่เห็นมั้ยว่ามันมีความสำเร็จอยู่

ครั้งนี้จะได้มีเพลงในตู้เกมอาร์เขตเป็นครั้งแรกดีใจมาก ย้อนกลับไปถึงตอน ปี 3 ที่เอาเงินเป็นหมื่นมาซื้อโปรแกรมแต่งเพลง Ableton Live 9 เพราะมันดันลดราคาอยู่ เรามาไกลเหมือนกันนะ อยากจะรู้ว่าเพลงเราเวลาออกมาจากลำโพงอาร์เขตจะเป็นยังไง เพราะทุกวันนี้ไม่เคยใช้ลำโพงแต่งเพลงได้ mastering ก็ต้องทำเดาๆในหูฟัง

หวังว่าความสำเร็จอันต่อไปจะเป็นจริงได้ ก็คือวันที่จะปล่อยเกม Mel Cadence นั่นแหละ.. ไม่ใช่วันที่ขายได้ดีจนเลี้ยงตัวเองได้นะ วันปล่อยนั่นแหละ.. เกมที่นั่งทำมาคนเดียว เกมที่ติดต่อกับคนญี่ปุ่นเองจนพิมพ์ญี่ปุ่นเริ่มได้ เกมที่ทำให้ได้เอาเข็มกลัดไปส่งต่อถึงมือคนแต่งเพลง ถ้าปล่อยมันออกมาได้ ไม่เรียกว่าสำเร็จก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว..!

ถ้าเกมขายไม่ได้ บางคนอาจจะมองว่าเป็นเกมที่ล้มเหลว ถ้ามาทำเกมเพื่อหาเงินก็คงตามนั้น ขายไม่ออกก็ล้มเหลว แต่อย่าลืมตัวเราเองด้วย ถ้าเรามาทำเกมเป็น life goal ด้วย เราก็ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ยอดขายแล้ว และจริงๆชีวิตเรามันอาจจะต้องการแค่นั้นก็ได้นะ นอกเหนือจากปัจจัย 4

ผมเชื่อว่าจริงๆแล้วความสำเร็จ มันมีความหมายแนวๆนั้นมากกว่า