Monday, January 2, 2017

ปีใหม่ 2017 จ้า

ตกลงก็ว่าจะทำตามแผนที่ไปสมัครงานประจำแล้ว เพราะคำนวณชีวิตผิดไปหน่อย

ตอนแรกคิดว่าจะทำเกมเต็มๆซักปีไง เพราะคิดว่าเงินจากญี่ปุ่นก็พออยู่ได้ เงินได้จากเกมเดือนละ 6250 ก็พออยู่ได้

ส่วนเรื่องใช้จ่ายเราก็ไม่ใช่คนฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว ข้าวกิน 35 บาททุกวันอย่างเดียวก็ได้ที่ญี่ปุ่นก็กินอย่างเดียวกันเป็นเดือนมาแล้ว

แม่ก็ว่าหลายครั้งหลายหนอยู่ว่าเมื่อไหร่จะมีเงินเหมือนคนอื่นเขาซะที คือมองเหมือนเป็นคนไร้ค่าในสังคมอะนะ แม้ทุกวันจะแทบไม่ได้พักเลยเพราะปั่นเกมเพื่อจะไปถึงจุดนั้นก็เหอะแต่ผลมันไม่ immediate เหมือนเงินเดือนไง ตราบใดที่ยังไม่มีเงินเดือนก็เหมือนโดนมองว่ามีค่าเป็น 0 แล้วโปรเจค แล้วโค้ดในคอมนี่ไม่มีค่าซักนิดเลยเหรอ คือตอนแรกที่คิดว่าตลอดปีที่วางแผนไว้เวลาผ่านไปก็อาจจะรู้สึกเข้าใกล้จุดหมายไปเรื่อยๆ แต่พอมีแม่มากดดันแบบนี้ (ประมาณว่า เมื่อไหร่จะได้ เมื่อไหร่จะได้เงินๆ) กลายเป็นยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งรู้สึกต้องทำอะไรซักอย่างกับชีวิตแทนที่จะพยายามต่อไป

Sunday, December 25, 2016

กินข้าวทีเดียวชีวิตเปลี่ยน 555

วันนี้ไปกินข้าวกับเพื่อนมา เป็นการกินข้าวที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยน 555
เพราะพบว่าทุกคนมีแพลนไปเที่ยวต่างประเทศกันไกลๆรออยู่ข้างหน้ากันหมด แล้วพอหันมาดูเราเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา..

ตัดสินใจทำเกมซักปีเต็มๆไปแล้วมันก็ดีอยู่เพราะคิดว่าเงินที่มีจะอยู่ได้ มันก็อยู่ได้แหละ แต่ลืมนึกไปว่าอยู่ได้ แต่เที่ยวไม่ได้

โลกนี้กว้างมาก มีที่ไหนที่ยังไม่ได้ไปเยอะแยะ

แล้วการไปเที่ยวมันก็ต้องไปกับเพื่อนสิ!

แต่ถ้าไม่รับงานประจำ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะพร้อมไปเที่ยว (หรืออาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็ได้ ถ้าเกมมันไม่ได้) แต่ถ้าเข้างานประจำ ผ่านไป 5 เดือนแค่นี้ เงินเดือนมารวมกันก็มีเงินไปเที่ยวกับเพื่อนแล้ว...

การทำเกมมันพีคตรงตอนทำมันก็ดี แต่การทำงานประจำมันก็พีคตรงตอนได้ใช้ค่าตอบแทนไปทำโน่นทำนี่อย่างอื่น ถ้าหากว่าทำเกมต่อไป ชีวิตก็จะเหลือแค่พีคตอนทำเกม เราก็จะไม่มีอย่างอื่นเหมือนเอาเงินไปแลก เงินแลกได้หลากหลาย ยกเว้นแลกการทำแบบทำเกมที่ทำอยู่นี่ คิดไปคิดมาก็เหมือนมันเป็นเซ็ตที่ intersect กันแล้วได้ 0 เลย

ก็เลยได้มาคิดว่า ที่เราตัดสินใจไปว่าทำ full time ซักปีอาจจะคิดผิด กว่าจะได้เงินจริงๆเพื่อนๆก็คงเลิกเที่ยวกันหมดแล้ว (5 ปีถัดไป?)

หรือว่าเราอ่อนหัดเอง จริงๆแล้วทำงานประจำแล้วกลับมาทำเกมด้วยก็ไหวแต่เราดันปวกเปียกซะก่อน?

ก็เลยมีแผนใหม่ขึ้นมาคือ ไปสมัครงาน SCB เป็นงานประจำแล้วทำเกมตอนเลิกงาน เหมือนสมัยเรียนตรีจบใหม่ๆนั่นแหละ แต่ครั้งนี้มี counter ความเหนื่อยอย่างนึงคือมันเป็น SCB มันไม่ต้องนั่งขนส่งแม้แต่ครั้งเดียวก็ไปถึงกับเดินกลับได้ น่าจะช่วยได้มาก งานที่แล้วต้องนั่งรถเมล์ - MRT - เดิน แล้วก็ขากลับ ทุกวันๆ รู้สึกว่ามันเป็นจุดที่ทำให้เหนื่อยกับชีวิตเกิน 50%

ไม่แน่ว่างานประจำ ก็อาจไปด้วยกันกับเกมได้ถ้าเป็น SCB!?

แต่ก็คงต้องสมัครเลย เพราะกว่าจะได้ก็คงซักกุมภา

ถ้าสมัครเลยก็มีแผนต่อเนื่องคือใช้กุมภาเป็น deadline สำหรับมิวสิคเกมเลย พอเข้างาน SCB แล้วจะได้รอดูท่าทีของเกมไปเรื่อยๆได้ ไม่ต้อง active development ขนาดนั้น แล้วถ้าเกมมันรุ่งจริงๆสิ้นปีก็ค่อยออกจาก SCB

จริงๆก็ดูน่าสนใจ กลัวจะไม่ไหวเหมือนกัน แต่คงต้องลองซักตั้งล่ะมั้งว่าตัดการเดินทางแล้วจะช่วยได้ขนาดนั้นจริงมั้ย แต่จำได้แม่นว่าเดินทางมันเหนื่อยมากจริงๆ

Saturday, October 15, 2016

กอด

ติดหมอนข้าง ชอบกอดแล้วคิดไปเรื่อยเปื่อย ละชอบพานึกไปถึงว่าไม่ได้กอดคนจริงๆมากี่ปีแล้วทุกที

เวลามีปัญหาคิดมากบางทีก็นึกอยู่นะว่าแค่ใครมากอดน่าจะทำให้หายได้โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรกันซักคำเลย ดูจะเป็นยาวิเศษที่ใกล้ตัว แต่ไม่เคยได้

ในเนื้อเรื่องเกมต่อไปที่คิดถึงกับมีเรื่องนี่ด้วย.. ช่วงที่คิดจุด key point ของเรื่องต่อได้คือตอนตื่นนอนของแต่ละวันล้วนๆเลย ช่วงเวิ่นเว้อ

เออ รู้สึกว่าเคยใช้บริการ free hug แถวๆชิบูยะทีนึง ตอนแรกจำได้ว่าเคยคิดว่าคืออะไรตลกดี แต่พอเราอยู่ในจุดนึงแล้วเห็นป้ายนั่นแล้ว น้ำตาจะไหล แบบ อีเหี้ยยย นี่ไงเจอแล้วคนที่เข้าใจเรา ...แต่เป็นใครก็ไม่รู้ แล้วไม่รู้เรื่องของเราเลย... (ironic จัง)

2.5 ปีก่อน ก่อนไปเรียนญี่ปุ่นอีก เคยมีคิดอยากจะบอกคนนึงว่ากอดเรามั้ย คือเป็นห่วงอยากช่วย แต่ไม่ต้องรู้เรื่องก็ได้ ดูจะเหมาะกับคนแบบเรามาก

แต่ติดปัญหาอยู่อย่างเดียวคือ ใครจะอยากกอดมึง พอคิดแบบนั้นแล้วก็โอเคล้มเลิก โทรไปเฉยๆก็ได้ฟระ 555


Sunday, October 9, 2016

ถึงเวลาที่จะไปต่อแล้ว

จะว่าไปก็นานแล้วนะที่เหมือนมีอะไรไม่รู้คาอยู่

เหมือนมีรถ ที่เวลาขับมีเสียงอะไรซักอย่างจากเครื่องเรื่อยๆ คงมีอะไรติด แต่ถึงไม่ทำอะไรมันก็คงไปข้างหน้าเรื่อยๆได้แต่ก็คงเคือง เคืองจนไม่เคืองแล้วเพราะอยู่กับมันมาตลอดจนชิน จนคิดว่าจริงๆมันก็โอเคแหละ นิดเดียวเอง ไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้มั้ง

ตอนแรก คิดว่าเก็บๆไว้ก็คงไม่เป็นอะไร ตอนนี้มันก็ดีมากอยู่แล้ว ถ้าไปทำอะไรมันแล้วยิ่งพังขึ้นมาจะให้ทำยังไง

สุดท้ายหลายๆอย่างก็พาให้เอามันออกไป หลังจากที่ลองขับอีกที มันก็เป็นคันเดิมที่วิ่งได้เหมือนเดิม แต่หลังจากที่เคืองมาจนชินทำให้รู้สึกได้ว่านี่ก่อนที่เครื่องจะมีปัญหามันเป็นแบบนี้ นานจนจะเกือบจำไม่ได้จริงๆ

ส่วนไปทำอะไรแล้วมีปัญหามั้ย ตอนนี้นอกจากช่วยไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกนิดหน่อยที่เหลือก็อยากให้มันเหมือนเดิมที่เคยไปไหนมาไหนกันมา..

ทางยังมีให้ไปต่ออยู่ แต่ไม่ชัดเท่าเมื่อก่อนแล้ว
Chapter ถัดไปกำลังจะเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ทำเกมมันจะรอดมั้ยก็ไม่รู้นะ 555

ปล. ไฟล์นี้ทำเป็น backup สำรองไว้เผื่อของจริงหายกับเผื่อฉุกเฉิน (?)
ติดพาสไว้ คงต้องเขียนคำใบ้ไว้ให้ตัวเองด้วย คือมันเป็นคำตอบของคำถามนึง
เขียนไว้แค่นี้ตัวเองในอนาคตมาอ่านประกอบกับ post นี้น่าจะรู้..

Wednesday, October 5, 2016

กลับมาไทยแล้วครับ

ในที่สุดก็จบโทแล้ว จะลองทำตามแผนที่วางไว้ใน blog ที่ผ่านๆมาดูครับ ก็คืออยากลองทำ full time กับเกมดูด้วยเงินเก็บจากญี่ปุ่น

ตอนนี้จัดห้องจัดคอมเสร็จหมดแล้วใช้เวลา 6 วัน วันนี้จะเริ่มจริงๆละ ก็ หวังว่าจะไปได้ด้วยดีล่ะนะ

post นี้ เป็นการเริ่มต้นชีวิตบทใหม่หลังจาก ป โท แต่ก็ไม่มีอะไรพิมพ์มาเพราะพิมพ์ไปในช่องทางอื่นกับ blog ที่บ่นผ่านๆมาหมดละ


http://blog.exceed7.com/2016/10/the-story-continues-today.html <- มีภาพ selfie สุดหายาก! ร้อยปีจะคิดว่าควรมีหน้าตัวเองอยู่บนเน็ตซักครั้ง

ลองลุยซักตั้งล่ะ

Friday, July 1, 2016

มีสิ่งที่อยากทำแต่ทำไม่ได้ มัวแต่มาทำอะไรไม่รู้

วันนี้จะมาบ่นอีเรื่องวิจัยนี่แหละ

ก่อนอื่นสิ่งที่ทำให้โยงมาพิมพ์เรื่องนี้ก็คือสอง JLPT อันแสนสำคัญในวันอาทิตย์นี้ มูลค่า 5000 เยนที่จ่ายไปเมื่อ 3 เดือนก่อน.. ก่อนอื่นท้าวความก่อนว่ามันเป็น "สิ่งที่อยากทำ" อันนึงของเราจริงๆที่สำคัญมาก หลักๆตอนนี้ก็มีสามอัน

1. ทำเกม Duel Otters กับทำมิวสิคเกมใหม่ต่อ
2. แต่งเพลง ทำเพลง BOFU2016 / SF2016 ต่อ
3. ฝึกภาษาญี่ปุ่น ชีวิตนี้อยากได้ระดับเดียวกับภาษาอังกฤษที่เป็นอยู่ตอนนี้คือเกือบ Native คุยได้สบาย

ทุกอย่างเป็นอันต้องพังทลาย ไม่พังหรอกแต่ไม่ได้ทำมากกว่าซึ่งก็เท่ากับพังนั่นแหละเพราะรู้ดีว่าอะไรที่ผลัดวันไปเรื่อยๆมันก็ไม่เกิดขึ้นหรอกถ้าไม่ทำให้มันเกิดขึ้น (คติของ บ. Exceed7 ที่ตั้งขึ้นมาก็เลยเป็น Let's make something happen!)

เพราะ ป.โท กับแลปอย่างเดียว วันที่ผ่านมานี่แทบไม่เป็นอันนอน ประชุมก็ทุกสัปดาห์โดนด่าทุกสัปดาห์ว่าเอาเวลาไปทำอะไรอยู่ทำไมไม่มี progress ซะที ก็ทำแต่แลปนี่แหละแต่แก้บัคอยู่ อ. ก็ไม่เข้าใจเพราะการแก้บัคบางทีมันโชว์ progress ไม่ได้ แล้วมันโชว์ได้ที่ไหนว่าวันจันทร์พยายามแก้ตรงนั้น อังคารแก้ตรงนี้ โดยที่ยังไม่หลุดจาก Segmentation Fault เลยด้วยซ้ำ แล้วมันจะโชว์ได้ไงเนี่ย

กลับมาต่อที่ JLPT ก็เลย... คิดว่าจะไม่ไปสอบแล้ว จริงๆตั้งแต่นานแล้วมาถึงเมื่อวาน ก็คิดเข้าข้างตัวเองมาตลอดว่าต้องลอง ต้องลอง ทั้งๆที่มือนั่งโปรแกรมไอ้แลป ป.โท อยู่เนี่ยไม่ได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นเตรียมจะไปสอบซักนิด ทำแลปไปในหัวก็คิดแต่ อยากเรียนญี่ปุ่นๆๆๆ ตลอด แต่เวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ 2 สัปดาห์...​3 เดือน ก็มีแต่แลปๆๆ เวลาที่อยากเรียนก็ต้องทำแลป เสาร์อาทิตย์ก็ยังต้องทำแลป เกมก็นิ่ง เพลงก็นิ่ง ญี่ปุ่นก็นิ่งหมด แต่ต้องมาทำอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ได้เป็นเป้าหมายชีวิตเลย คือรู้สึกเสียเวลามากๆ คือรู้สึกว่า "ไม่รู้จะทำไปทำไม" อย่างแท้จริง

วันแล้ววันเล่าผ่านไป ได้แค่ฝึกในส้วมกับตอนกินข้าวในโรงอาหารที่ต้องออกมานั่งแยกคนเดียวทุกวัน (เพราะถ้างมมือถือระหว่างกินข้าวกับกลุ่มใหญ่เดี๋ยวก็โดนมองเป็นคนติดโซเชียลอีก จริงๆ Twitter ก็โซเชียลแหละแต่ฝึกญี่ปุ่นอยู่ไง) คือมีเวลาแค่นั้นจริงๆ ถ้าจะเอาเวลาอีกก็เหลือเวลานอนกับเวลาพักผ่อน ก็คือเอาไว้เล่นเกมกับออกไปกินอะไรข้างนอก ถ้าคิดว่าจะตัดเวลาพักผ่อนมาเรียนญี่ปุ่นก็ได้ไม่ใช่เหรอ คือมันไม่ได้หรอก บ้าตายพอดี สิ่งที่อยากทำมันไม่ได้อยู่หมวดเดียวกับพักผ่อนเลย

คิดๆอยู่ว่าเรียนจบแล้วจะต้องจัดชีวิตให้ไม่ว่าทำอะไรก็ contribute ไปในทางสิ่งที่อยากทำในชีวิตให้ได้ คือแม้แต่ไปสมัครเป็นพนักงาน SCB ที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตเท่าไหร่ยังเกี่ยวกว่าเรียนโทเก็บใบนี่เลยเพราะได้เงินเอามาสานฝันต่อได้ บวกกับมีเวลาว่างช่วงเย็นไว้สานฝัน ก็คือเกี่ยวนั่นแหละ เทียบกับไอ้แลปเนี่ย แม้แต่เวลาว่างช่วงเย็นยังไม่มีเลย ตื่นนอนยันเที่ยงคืนมีแต่แลปๆๆ แล้ว distraction เยอะมาก เมลถล่มมาทุกวัน มีแค่บางอันสำคัญแล้วถ้าเผลอมองข้ามโดนด่า เดี๋ยวก็มีตติ้งแลปทุกสัปดาห์ เดี๋ยวก็ต้องนัดคุยกับ อ. อีก

มองไปบนกำแพง.. เห็นปฎิทิน "อ่านนิยายญี่ปุ่นกับการ์ตูนให้จบอีก 3 เล่มก่อนวันกินเนื้อย่างกับเพื่อนญี่ปุ่นที่ไม่เคยแม้แต่เห็นหน้ากันมาก่อน" (เดี๋ยวโอกาสหน้าจะมาเขียนเรื่องนี้ สุดท้ายก็ไปมาแล้ว สนุกดี) ซึ่งเป็นวันที่ 14 มีนา ถึง 24 เมษา คือปฎิทินนี้ เขียนไว้ว่าวันไหนควรจะได้หน้าไหนของเล่มไหน ซึ่งทำตามได้ถึงแค่วันที่ 18 มีนาเท่านั้น แล้วเลขหน้ามันก็ค่อยๆห่างไกลออกไปๆอย่างช่วยไม่ได้ทั้งๆที่อยากอ่านใจจะขาดดันต้องมาทำแลปอะไรไม่รู้ แล้วก็ต้องเลิกทำตามแต่ก็ยังติดมันไว้ดูให้ทรมานเล่นบนกำแพงห้อง สุดท้ายวันที่ 24 เมษาก็ไปกินเนื้อย่างโดยที่ความรู้เท่าๆเดิม

จาก 24 เมษาก็มีอีกเดดไลน์นึงให้พยายามก็คือ 3 กรกฎาที่จะถึงอีกสองวันนี่แหละ วันสอบ JLPT ไง หลังจากวันเนื้อย่างก็คิดเหมือนเดิมว่าเออ เอาใหม่อีกทีคงจะทำได้แหละเราอีกสองเดือนกว่าๆ สู้ๆ แล้วสุดท้ายก็เหมือนเดิม แลปๆๆ จนไม่เป็นอันตั้งใจเรียนเลย ความรู้สึกของสัปดาห์ล่าสุด (เหลืออีก 7 วันถึงวันสอบ) นี่อยากลาแลปทั้งสัปดาห์มาฝึกญี่ปุ่นฟินๆ 24 ชม. เลยด้วยซ้ำ แล้วก็โดนไอ้ "ความรับผิดชอบ" นี่แหละดึงตัวไปแลป (แม่สอนมาบ่อย) สุดท้ายก็เดินไปแลปเซ็งๆเพื่อกลับออกมาอีกทีตอนตี 1 ตี 2 แล้วก็ไม่มีเวลาทำอะไรอีกหลังเล่นเกมกับเพื่อนนิดหน่อยแล้วก็ต้องนอนแล้วก็ตื่นมาเหมือนเดิม

มาจนถึงวันนี้ตื่นมา 7 โมงเนี่ย เหมือนความจริงที่หลบไม่ได้อีกต่อไปมันก็มาแล้วว่า ยกเลิกสอบ JLPT เถอะ คือส่วนตัวไม่ได้อยากได้หลักฐานใบประกาศ N2 อะไรนั่นอยู่แล้วไงเพราะไม่ได้ใช้ ที่เรียนญี่ปุ่นเพราะอยากเก่งจะได้แปลเกมตัวเองจะได้อ่านการ์ตูน ไม่ได้จะเอาไปสมัครงานอะไร ถามว่าแล้วไม่อยากรู้คะแนนเหรอ คืออยาก แต่ไม่อยากรู้คะแนนที่มาจากการเดา 90% แบบนั้นไงมันไม่มีความหมาย เวลาวันอาทิตย์เอาไปทำแลปที่แสนเกลียดยังจะดีกว่าไปทำอะไรที่ไม่มีความหมายแบบนั้น สอบนี่ลงไปเพื่อให้มีเป้าหมายพยายามเฉยๆ ส่วนเงินก็ไม่ได้เสียดายหรอก แค่เวลาวันอาทิตย์ที่จะต้องใช้เดินทางไปสอบแล้วกลับมานี่ยังเสียดายกว่า ไม่ไปยังจะดีกว่า

แต่การทำโทนี่ก็เกี่ยวที่ทำให้มีโอกาสมาญี่ปุ่นนั่นแหละ เนื้อย่างก็คงเป็นผลจากการที่ได้เรียนโทนี่เหมือนกัน แต่ตอนมาทำแลปใช้กรรมนี่ยังไงมันก็รู้สึกไม่ดีเลยเพราะมันไม่เกี่ยวกับชีวิตซักนิดเดียวแถมทำให้อันที่จะเกี่ยวอย่างเนื้อย่างเละไปด้วยอีก (เกมก็เละ เพลงก็เละ ฝึกเล่นเบสก็ไม่ได้เริ่ม เละหมด)

มาคิดๆดูมันก็สอนเรานะ เวลาที่มีความหมายกับชีวิตนี่มันหยุดลงตั้งแต่ 18 มีนาคมมาจนถึงตอนนี้แล้วเหรอ ที่เราไม่ได้ทำอะไร "ให้มันเดินต่อไป" แต่แค่แก่ลงๆทุกวันเฉยๆ (น้ำหนักขึ้น 5 กิโลจากปีที่แล้วด้วยแน่ะจากวัดผลสุขภาพ) ....หรือมันอาจจะหยุดลงก่อนหน้านั้นมาอีกนานแล้วก็ไม่รู้

Monday, June 13, 2016

Balance ระหว่างสิ่งที่ต้องทำกับสิ่งที่อยากทำนี่มันเสี่ยงและยากมากจริงๆ

ปัญหาใหญ่โคตรๆตอนนี้คือ..

ตอนทำเกมนะแบบ แก้บัคลืมวันลืมคืนไม่กินอะไรยังได้เลย
เพลงมีต้องทำเยอะก็อยากทำ มี collab กับคนญี่ปุ่นอยากทำต่อ มีงานประกวดอยากส่ง
และภาษาญี่ปุ่นก็อยากสอบ N2 ผ่าน อยากได้ภาษาญี่ปุ่นเก่งๆ

แต่ดันต้องเจียดเวลาไปทำสิ่งที่ต้องทำคือเรียนโทให้จบให้มันพอดีนี่ทั้งยากทั้งเสี่ยงสุดๆจริงๆ
ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่เหนือหรือใต้เส้นอันตรายกันแน่

รู้ทั้งรู้ว่าเป็นงี้ต่อไปเรียนไม่จบแน่ แต่เมื่อเช้า (วันจันทร์ วันธรรมดา)​ ยังตื่นมาแก้บัคกับเขียนเทสเกมอยู่เลย แล้วแปปเดียวจากเที่ยง.. ก็กลายเป็น 1 ทุ่ม มันเพลินขนาดนั้นเลยนะ

นี่ขนาดในใจมีความกังวลเรื่องเรียนจบยังเพลินได้ขนาดนี้เลย ถ้าเรียนจบแล้วทำเกมจริงๆสงสัยยาวถึงนอนได้

โอ้ยยยยย อยากทำสิ่งที่อยากทำ แล้วก็ทำไปแล้วด้วยนะไม่ใช่ไม่ทำ แต่ยิ่งวันผ่านไปยิ่งกังวลกับไอ้เรียนจบบ้าๆนี่มากขึ้น (ขณะที่กังวลอยู่ก็หยุดทำเกมตัวเองไม่ได้ เพราะไอเดียมันมาเต็มไปหมด) ถ้าทำได้อยากขอพักการเรียนซักปีแล้วค่อยมาต่อให้จบโทเลยด้วยซ้ำในตอนที่มีอะไรอยากทำเยอะขนาดนี้ แต่ทำแบบนั้นได้ซะที่ไหนเพราะเรามาเรียนทุน ถ้าขอพักมาเรียนใหม่ก็ต้องจ่ายเงิน... ไม่ไหวเหมือนกัน