Wednesday, March 23, 2016

How many futures do I have?

มาพิมพ์นี่เพราะมีเรื่องที่ตัดสินใจไม่ได้ คิดคาไปคามาในใจตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วล่ะ แต่เหมือนว่าตอนนี้ต้องตัดสินใจแล้ว จริงๆเมื่อวานนี้ก็คิดแบบนี้แต่ไม่ได้คิดว่าตอนนี้ แต่เป็น "ช่วงนี้" มาถึงวันนี้ เหมือนมันจะต้องเป็น "ตอนนี้" แล้วล่ะ...

ที่ผ่านมาก็เคยคิดไว้หลายอย่างอยู่เหมือนกัน ว่าเรียนจบโทแล้วจะไปไงต่อ คิดมาเป็นปีละ แต่คราวนี้เหมือนต้องคิดจริงๆแล้วเพราะมันดันเป็นช่วง Job Hunting ถ้าไม่ตัดสินใจเลยจะทำให้ทางเลือกค่อยๆหายไป..

ว่าแล้วก็มาลองสรุปก่อนว่ามีทางไหนให้เลือกบ้าง

Sunday, February 28, 2016

วันเกิดปีนี้.. มีความสุข

ปีนี้ ตกใจกับวันเกิดนิดหน่อย :D

ตอนแรกคิดว่าคงจะน่าเบื่อ นั่งอ่านเปเปอร์ไปวันๆเหมือนเดิมไม่มีอะไร แล้วญาติๆเพื่อนๆก็คงมาทางโซเชียล จบวัน ไม่ต่างจาก "วันพิเศษ" ที่พิเศษอยู่คนเดียวที่นี่ เช่นปีใหม่ก็ไม่มีอะไรเงียบๆ คริสต์มาสก็ไม่มีอะไร เดินห้างเล่นกลับ.. (ปีที่แล้วช่วงนี้กลับไทยไปหาพ่อแม่ แต่ก็ไม่มีอะไรมาก กินข้าวกัน แล้วก็ไม่ค่อยมีเวลากันอยู่ดีก็เฉยๆเรื่อยๆ)

เมื่อคืนนอนฟุบหลับไปคาเปเปอร์ เพิ่งกลับมาจากพาพี่ทัวร์มหาลัย พี่มาเที่ยวญี่ปุ่น แล้วต้องเปลี่ยนเรื่องเปเปอร์อีกแล้วเลยหาเรื่องไปเถียง อ อยู่ (เมื่อคืนก่อนก็เพิ่งดราม่ากับแม่มา) แต่เหนื่อยเลยหลับไปซะงั้น

การผจญภัยมันเริ่มจากตรงนี้ เพราะหลับเร็ว ก็เลยตื่นซะ 6 โมงเช้าเลย ตื่นมากะจะลุยเปเปอร์ต่อนั่นแหละ แต่นึกได้ว่าไม่ได้ตื่นเช้ามานานแล้ว ความรู้สึกที่ไม่ได้รู้สึกมานานก็คือท้องร้อง! ได้เวลาเบรคฟัสต์! ไม่ได้ใช้คำนี้มานานแค่ไหนแล้วน้าา

ภาพอาหาร

แค่ตอนเช้าก็ได้ยิ้ม ทั้งตื่นเช้าด้วย แล้วก็มีเพื่อนทักมาตอนเช้าด้วย.. ไม่ได้คุยแชทขำๆมานานแค่ไหนแล้วนะ! เหมือนเป็นเช้าใหม่ที่ใหม่จริงๆ..

หลังจากตอนเช้าที่ค่อนข้างเพอเฟคผ่านไป ก่อนอ่านเปเปอร์ก็เช็คข่าวสารข่าวเกมพอหอมปากหอมคอ แต่ดันไปเจอข่าว Pokemon 2DS รุ่นลิมิเต็ด ที่เคยดูไว้นานแล้วแหละ แต่เพิ่งมารู้ว่ามันถึงเวลาวางขายเมื่อวานนี้! ก็เลยลองเซิจหารีวิวของคนที่ซื้อมาเมื่อวานนี้.. ก็เกิดกิเลสสิครับ! ประกอบกับมาออกตอนวันเกิดพอดี มันเป็นโชคชะตาหรือยังไงกันนะ! ซื้อของขวัญให้ตัวเองดีกว่า!! ว่าแล้วก็เช็คตารางรถไปห้างใกล้ๆ อาบน้ำแล้วออกไปที่ป้าย

แสงแดด... ลมสดชื่นมาก ที่ผ่านมา ถ้าออกมาตอนเช้า แปลว่ามีนัดคุยกับ อ. จนต้องตื่นเช้าแล้วคืนที่ผ่านมาต้องแทบไม่ได้นอนเพราะเตรียมเรื่องคุยกับ อ. ทั้งคืน หรือถ้าแต่ก่อนก็แปลว่ามีคาบเช้า.. แต่นี่ไม่... นี่มันเช้าจริงๆ เช้าของวันอาทิตย์ ที่เดินออกมาข้างนอก ที่นอนหลับมาแล้วเมื่อคืนเต็มอิ่ม ที่กำลังจะไปซื้อเครื่องเกมให้ตัวเองอีกต่างหาก!! ไม่เคยมีเช้าที่เพอร์เฟคขนาดนี้มานานแค่ไหนแล้ว

แถมที่ป้ายรถเมล์ก็เจอเพื่อนแลปอื่นอีกสองคนกำลังจะไปซื้ออะไรที่โอซาก้า ก็ได้คุยสนุกบนรถ

ตอนอยู่บนรถ ที่มีแดดส่องมาอาบนี่มันฟินมาก คือไม่เคยขึ้นรถออกไปไหนตอนเช้าไง ปกติเช้าก็เข้าแลป ออกมาก็โรงอาหาร แล้วก็ค่ำ..

มาถึงห้าง AEON ก็แยกย้ายกันไป แล้วก็ตรงดิ่งเข้าไปแผนกของเล่น พบว่า สีเหลืองที่เล็งไว้มันหมดแล้ว!! ออกเมื่อวานเนี่ยนะ

(สีฟ้า ขายที่โปเกม่อนเซนเตอร์เท่านั้นครับ ตอนนี้ราคาพุ่งละ)

เอาไง... ไปสั่งจาก Amazon ดีมั้ย ไม่! เหมือนกลิ่นอายของการผจญภัยมันเริ่มขึ้น เพื่อเป็นโปเกม่อนมาสเตอร์! เราจะนั่งบัสไปเสี่ยงดวงที่ AEON อีกสาขาหนึ่ง มีเวลาก่อนบัสมา ได้อิ่มเอมกับราเมงเป็นข้าวเช้าของจริงซ้ำอีกรอบ ไม่เคยได้กินราเมงก่อนเที่ยงเลยนะ

และพอบัสมาพาถึงสถานี Takanohara ก็พบกับชัยชนะ เมื่อทั้งเหลือง เขียว แดง เหลือครบเลย! สาขาห่างไกลชุมชนเลยง่ายสินะ

ซื้อมาแล้วถ่ายรูปพอหอมปากหอมคอก็นั่งบัสกลับมาแลปตอนบ่ายอ่อนๆ มาลุยอ่านเปเปอร์ต่อพร้อมแสตนบายช่วยทีมเกมตัวนากท้าดวลด้วย ก็ได้ช่วยจริงได้ลองเอารูปวาดมาลงเกมดูเป็นตัวอย่าง ตอนนี้ก็เริ่มไม่มีอะไร คิดว่าแค่นี้ก็ดีเกินคาดละ จากวันที่เหมือนจะธรรมดา ได้มีเรื่องตื่นเต้นขึ้นมา เหมือนได้ทำเควสสนุกๆ

มาถึงเรื่องปวดหัวคือพี่จะไปหมูบ้านสามเหลี่ยมน่ารัก shirakawa-go ที่อยากไปมานาน ตอนนี้หิมะตกด้วยก็เลยอยากไปด้วย แต่ก็วุ่นวายเรื่องหาเส้นทาง หาที่พัก หาทางถูกๆ จะอ่านเปเปอร์ทันมั้ย แล้วยังต้องสลับไปช่วยตัวนาก แล้วเรื่องเพลงล่ะ แล้วเรื่องจะคุยกับ อ. ล่ะ.... บรรยากาศเดิมของทุกๆวันค่อยๆกลับมา ใจนึงก็กลัวมาญี่ปุ่นไม่ได้เที่ยวหนาวเลย ครั้งนี้มีพี่น่าจะสนุกกว่าไปคนเดียวทีหลัง ไปทีหลังหิมะจะหายรึเปล่า ถ้าผ่านหนาวนี้ไปจะได้มาประเทศนี้อีกมั้ย ฯลฯ

ไม่ทันไรเวลาก็ล่วงเลยมา 3 ทุ่มโดยที่ยังไม่ได้ข้อตกลงเลย ไปพรุ่งนี้ก็ติดบัสสายนึงไม่ได้จอง ไปตอนนั้นก็โรงแรมเต็ม ไปตอนโน้นก็ฝนตก การ plan เส้นทางนี่ ใช้เวลาหลาย ชม. จริงๆนะ จนมีแผนนึงด้วยซ้ำว่าออกไปเกียวโตตอนนี้!!! ถึงเที่ยงคืนแล้วเป็นซากรอรถตอนเช้า แบบนั้นน่าจะทัน แต่ก็ทรหด เอาไงๆ อาบน้ำรอดีมั้ย เปเปอร์ขนไปกี่อันดี โน้ตบุคก็ต้องชาร์จ ของขวัญที่แม่ฝากมาให้ที่ว่าจะแกะหลังอ่านเปเปอร์จบไปๆมาๆเปเปอร์อ่านได้ 3/20 หน้าไม่ได้แกะ...

แล้วแม่ก็วิดิโอคอลมาคุยด้วยวันเกิด ทุกอย่างก็ค่อยๆเปลี่ยนไป เวลาออกไปเกียวโตก็ไม่ทันละก็ปล่อยไป เหมือนว่าเอาเวลาตรงนี้ดีกว่า แม่ดูมีความสุขดีที่นานๆได้คุยกับเรา ทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดคุ้มกว่าเยอะเลย... คุยปล่อยเวลาผ่านไปช้าๆบ้าง แล้วก็ตัดสินใจแกะของขวัญแม่งเลยละกัน ได้ปากกา rollerball lamy จากแม่โคตรสวย แล้วระหว่างคุยก็เหมือนคิดได้ว่าเออ ช่างแมร่งละกันเรื่องรีบไปเที่ยว วันเกิดทั้งทีอยากนิ่งๆ สบายๆ เข้าทางสาย introvert แบบเราเน้นๆหน่อยก็ดีนะ

สุดท้ายก็ขว้างแผนเดินทางพรุ่งนี้ทิ้งให้หมด หมู่บ้านช่างแมร่ง

คิดปุ้บ เหมือนความสงบสุขเมื่อตอนเช้ากลับมา ก็เลยคิดได้ว่าไหนๆก็เพอร์เฟคมาเยอะแล้วเอาให้หมดวันไปเลยสิ!

ต้มไวไวควิกต้มยำกุ้งที่พี่ขนมาฝาก เปิดเฟซบุคตอบแฮปปี้เบิร์ดเดย์ นั่งเล่นไปช้าๆ ไม่คิดถึงเรื่องอะไรเลย เปเปอร์ก็ไว้คิดหลังหมดวันเกิดละกัน ขอซักวัน... เรื่องเฟซบุคนี้นะ ใครว่าระบบวันเกิดมันเฟค ถ้ามาเป็นคนแบบเราดูสิ แบบไม่เคยกล้าทักใครก่อนอะ แล้วในวันนี้ได้พิมพ์อะไรบ้าง เราว่ามันก็ไม่ใช่ของปลอมนะ เวลาพิมพ์ตอบ มันก็ยิ้มจริง บางคนอาจจะไม่ แต่สำหรับใครที่ไม่ค่อยได้โซเชียลไม่ได้แชทอะไรมากมันก็ทำให้ยิ้มได้.. บางคนที่ถึงอยากจะทักแค่ไหนก็ไม่รู้จะทักอะไรก็เลยไม่ได้ทัก มันก็มีโอกาสแบบนี้ ดูน่าหดหู่แฮะ แต่ก็เวิคไปแล้วอะ 555

ไม่มีอะไรจะสงบสุขไปกว่านี้แล้ว ตอนนี้ 11:54 PM ใกล้จะหมดวันเกิดละ จะได้ลองลุยเปเปอร์ต่อ ที่พักที่รีบร้อนจองไปก็แคนเซิลแล้ว ค่าพักช่างมัน... เหมือนในใจลึกๆจริงๆที่ดิ้นรนจะไปเที่ยวมันระบายความจริงออกมาว่า ขอนิ่งๆดีกว่าาาา เสียดายจริง แต่ขอแบบนี้ดีกว่า! นี่ถ้าเราเป็นคนแบบนี้ต่อไปจะได้ไปเที่ยวไหนมั้ยเนี่ย 5555 แปลกๆ อยากเที่ยวมากเพราะแทบไม่ได้ไปไหน แต่สุดท้ายก็อยากนิ่งเหมือนกัน

อยากเอารูปมาแปะเหมือนกันแต่ก็อยากกดโพสต์ก่อนหมดวันเกิด (เวลาญี่ปุ่น) เพราะงั้นค่อยเอารูปมาแปะทีหลัง

สรุปแล้วคือเป็นวันที่มีความสุข! :D

Sunday, November 8, 2015

BMS of Fighters Ultimate 2015 - Daikessen - สงครามเลือดสาดดดด (จริงๆ)

จาก : http://5argon.blogspot.jp/2015/09/blog-post.html

ได้มาพิมพ์แล้ววว! สุดท้ายหลังเลิกงานก็ไม่ได้ว่างจริงๆซะทีเพราะแลปไล่ฟัด.. จริงๆตอนนี้ก็ไล่ฟัดอยู่แต่ถ้าไม่ตัดสินใจมาพิมพ์ซะทีเดี๋ยวมันจะลืมไปหมดซะก่อนนะ เริ่มเปิดมือถือย้อนวัน เปิดโซเชียลย้อนเวลาเรียกความจำซะหน่อย

(ความยาวของ blog นี้ คือยาว! เขียนแบบไม่แคร์สื่อ)

ตอนนี้ 8 พฤศจิกายน... เดือนนี้กับอีกเดือนก็จะหมดปีแล้ว!!? 

รู้สึกเหมือนเป็นปีที่เวลาเร็วที่สุดในชีวิต อะไรเนี่ย ทำไมช่วง มกรา-มิถุนา เหมือนความทรงจำหายไป คิดไม่ออกว่ามันหายไปไหน รู้สึกตัวอีกทีก็มากลางๆปีแล้ว รู้สึกเหมือน Comiket ฤดูหนาวที่ไปครั้งที่แล้ว เป็นเมื่อไม่นานมานี้เองอะ นี่จะวนมาอีกรอบแล้วเหรอเนี่ย...

Exargon ~ the chain of fate ~

จุดเริ่มต้นของโชคชะตาหลายๆอย่าง ใครจะไปรู้ว่าเหตุการณ์ในเดือนต่อๆมาจะออกมาเป็นแบบนี้  ต้องพูดว่าครึ่งปี! เลยด้วยซ้ำ เป็นปีแรกในชีวิตเลยมั้งที่ครึ่งปีแรกมาสร้างเหตุการณ์ที่ไม่ได้คิดมาก่อนในครึ่งหลังขึ้นมาใหม่หมด!

[ย้อนกลับไปปีที่แล้วตอนยังอยู่ไทย]

Wednesday, October 14, 2015

I am not a freaking researcher!!

(โพสต์นี้จะพิมพ์แบบตามความคิดสดๆ ไม่ได้เรียบเรียง เลยอาจจะดูเละๆ...)

อยากจะสรุปความรู้สึกของคนที่มาเรียนโท แต่ได้ค้นพบอะไรบางอย่าง กับความประหลาดของระบบศึกษา

ชอบเรียนรู้ ชอบสร้าง ชอบประดิษฐ์.. แต่ หลายๆครั้ง งานวิจัยที่ต้องทำที่นี่ มันมาดึงความสนใจจากสิ่งที่อยากทำจริงๆ

"In the flow" ศัพท์นี้.. เกิดขึ้นกับตัวหลายครั้งมาก ตอนที่ดำดิ่งอยู่กับเรื่องที่อยากรู้อยากเรียนจริงๆ ไปต่อแค่ไหนก็ทำได้

อย่างเมื่อวานก่อน พอดีเรียนญี่ปุ่นอยู่แล้วเกิดไอเดียอยากทำเว็บช่วยเรียนญี่ปุ่น ก็เลยนึกอยากฝึก Ruby on Rails ขึ้นมา.. มันก็เป็นความอยากชั่ววูบอะไรแบบนี้บ่อยๆแหละ แล้วมันก็สนุกจริงๆ การเรียนรู้อะไรใหม่ๆ นั่งตั้งแต่เที่ยงวันจนจะตี 5 แล้ว ก็ยังรู้สึกว่าไปต่อได้เรื่อยๆ ไม่นอนก็ได้นะ

Monday, September 7, 2015

อยากเขียน

อยากเขียนสิ่งที่ทำในตอนนี้กับเดือนที่ผ่านมามาก แต่ยุ่งกับเดดไลน์ไล่ฟัดจนไม่มีเวลาเขียน 555 เดี๋ยวเดือนหน้ามาเขียนแน่นอน บาย

Monday, June 8, 2015

ทำไมถึงยังสู้ต่อไปอยู่

ทีแรกว่าจะพิมพ์เป็นไทยแล้ว แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่อะ ภาษาไทยกับเรื่องแบบนี้ 55 พอเป็น eng แล้วก็เลยไปลงใน blog Exceed7 แทน เพราะฉะนั้นก็ไปอ่านเอาเองในนั้นก็แล้วกัน จบ เย่
http://blog.exceed7.com/2015/06/an-analysis-of-why-can-i-keep-go-on.html

Thursday, May 14, 2015

การพูดคุย

เมื่อวานนี้ได้รู้ว่าการที่มีคนที่สามารถรับฟังปัญหาของเรานี่มันวิเศษจริงๆนะ

ชีวิต.. ​รู้สึกเหมือนไม่เคยมีอะไรแบบนี้มาก่อน เมื่อสมัยมหาลัยก็เหมือนอยู่นอกวงเม้าท์มาตลอด ก็เลยกลายเป็นว่า ไม่เคยที่อยู่ๆจะอยากโทรไปคุยกับใครเลย (คุยแบบคุยเฉยๆไม่ใช่นัดกันหรือเรื่องงาน) เพราะถ้าทำแบบนั้นก็คงแปลก ก็คงเสือกล่ะมั้ง (ไม่มั้งหรอก โดนมาแล้วจริงๆ 55) ระบบข้อความโซเชียลต่างๆก็แทบไม่เคยทักใครไปก่อน นานๆไปก็เลยช่างแมร่ง ไม่อยากให้รู้นักก็ไม่เอาก็ได้ ตั้งหลายอย่างที่ไม่ได้มา อันนี้ก็คงเป็นอีกอย่าง

จนได้มาถึงจุดนึงคือจุดที่ได้เห็นหน้าจอคอมของเพื่อน เพื่อนหลายๆคนกว่า 80% เปิด FB เปิด Line คาไว้ มีแชทบ๊อกซ์อยู่บนจอมากมายที่กำลังคุยอยู่ จริงๆก็ไม่ได้อยากเห็นหรอกเพราะบางทีเห็นแล้วมีแต่เพิ่มเรื่องให้คิด

พอตอนมีทีมทำเกม เพื่อนมาทำงานที่ห้อง ก็เป็นครั้งแรกที่ได้รู้เหมือนกันว่า "ข้อความ" ของคนอื่นนั้นมันเป็นยังไง เด้งทุก 1-3 นาที ทั้งวันไม่หยุดเลย สลับไปมาระหว่างเฟซบุ๊คกับงานได้ตลอดวัน นี่คือเรื่องปกติเหรอ ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องปัญหานี้หรอกนะ แค่คิดว่าเพราะแบบนี้งานเลยไม่เดินเฉยๆ

จุดนั้นก็พอจะรู้แล้วว่าเราไม่ค่อยจะเหมือนคนปกติ แต่ไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นปัญหาขนาดนี้

จากที่ไม่เคยมีโอกาสได้พิมพ์นานๆเข้า ตอนนี้มันพัฒนาเป็นต้องการพูดได้ไง แต่น่าจะเกี่ยวกันอยู่นะ

เหมือนว่าจริงๆแล้วลึกๆแมร่งโคตรอยากคุยเลย แต่ปีหรือหลายปีที่ผ่านมามันก็ไม่มีช่องทาง มันก็งั้นๆเดี๋ยวก็หายไป แต่พอมันทำได้ขึ้นมาเท่านั้นแหละ ไม่รู้สิ มันเก็บปัญหาไว้กับตัวไม่ไหวแล้วน่ะ บางอย่างที่ไม่ได้บอกใครมาเป็นปีครึ่งก็หลุดหมด พิมพ์เอามันก็ไม่ใช่ด้วยนะ การพิมพ์มันไม่ช่วยอีกต่อไปแล้วสำหรับคนที่ทำงานพิมพ์โปรแกรมทั้งวัน มันด้านชาไปหมดตั้งนานแล้ว

อีกใจนึงก็ดันคิดว่าการโทรไปมันเป็นการรบกวนเพราะประสบการณ์เก่าๆไม่ค่อยเวิร์คเลย แต่ถ้าคิดแบบนี้การมีคนคุยด้วยก็ไม่มีความหมายอีก งงดี

ที่เราไม่่ชอบแฮงเอาท์กับคนไทยที่นี่ไม่รู้เกี่ยวมั้ย ที่นี่เห็นแต่คนไทยด้วยกันนี่แหละที่นั่งเช็คมือถือทุก 1 นาทีบนโต๊ะอาหาร คนญี่ปุ่นนี่ไม่มีเลย ส่วน ตปท. นี่ประมาณ​ 5 นาทีครั้งแต่ก็รีบเก็บลงไปมาคุยต่อ คือพอมีโอกาสได้มานั่งกินข้างด้วยกันกับคนไทย (ซึ่งก็นานๆที) ก็ได้นั่งมองคนเล่นมือถือกันทุกที จนได้สังเกตุว่ากี่วินาทีถึงจะเงยหน้ากลับขึ้นมา ก็งงเหมือนกัน เพราะพอไม่เจอกันก็โดนบ่นว่าหายหน้าหายตา - - เป็นงี้บ่อยๆมันก็อยากคุยน่ะ อยากได้พูดบ้างอะไรบ้าง

กลับมาเข้าเรื่องเดิมต่อ คือจริงๆหลังคุยเสร็จแมร่งมันไม่ได้เปลี่ยนผลลัพธ์เลยนะ คือแค่บ่นกับได้คอมเมนต์เท่านั้นเอง สิ่งที่คิดจะทำก็เหมือนๆเดิม

แต่แมร่งมันช่วยเรื่องใจได้มากจริงๆนะ คือฟื้นเร็วมาก ปกติใช้เวลาเป็นหลายวันถึงสัปดาห์ถึงจะหายไป แต่นี่แค่คุยเสร็จก็โอเคแล้ว คุยเสร็จก็กลับมาทำงานทำอะไรต่อได้เลย

สำหรับคนปกติที่เข้ามาอ่านนี่คงจะรู้สึกว่าเวอร์ไป จริงๆก็คิดอยู่ว่ามันเวอร์ แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว

ก็เลยทำให้ได้คิดว่า ถ้าเราได้รับฟังปัญหาใครแล้วมันช่วยคนๆนั้นได้ เราก็คงจะดีใจมากเลยนะ แต่ในชีวิตนี้ตั้งแต่เกิดมาแทบนับครั้งได้ที่จะมีคนมาปรึกษาอะไร เพราะอะไรก็เพราะต่อเนื่องมาจากความคิดที่ว่าเป็นคนอยู่นอกวง คุยไปก็คงไม่ได้อะไรอยู่ดี (จริงๆน่าไม่มีในช๊อยส์ตัดสินใจเลือกปรึกษาปัญหาเลยมากกว่า) พอสองอย่างมันเสริมกันแบบนี้มันก็เลยกลายเป็นหายหมดเลยน่ะสิ

"Everything will go wrong" อันนี้คือสิ่งที่คน negative และค่อนข้าง introvert แบบเราชอบคิด "and you cannot do anything about it" แต่ถึงคิดแบบนี้ก็ยังลงมือทำต่อไป เพราะเป็นแค่ความคิดหลอกตัวเองเบาๆ

ถ้ากำลังรีบขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนๆมันจะจอดกลางคัน ถ้าตั้งใจทำอะไรประกวดมันจะไม่เข้ารอบ ถ้าเดินทางก็คงตกรถไฟ ไปร้านไหนก็คงจะปิด วันไหนตั้งใจออกไปเที่ยวเล่นฝนก็ตก ถ้าพยายามมันจะไม่ได้ ถ้าเชื่อว่าเดี๋ยวก็มา มันจะไม่มา

พอคิดแบบนี้ดักไว้ก่อน (แล้วก็ชอบเป็นจริงซะด้วยสิ) พอมันเฟลจริงก็จะได้ "55 ว่าละ" แต่ถ้ามันได้ขึ้นมามันก็จะ "เฮ่ย ไม่น่าเชื่อออ" เห็นมั้ยว่า win win ทั้งนั้น..

"..but after that you can actually do something!" แต่ถึงอะไรแย่ๆจะเกิดขึ้นและเราหยุดมันไม่ได้ แต่หลังจากนั้นเราสามารถทำให้ความรู้สึกแย่ๆหายไปได้ เทียบกับเน็ตเวิร์คก็คงเหมือนกับไม่ทำ error prevention แต่ไปทำ error correction แทน.. หนึ่งในวิธี ก็คือการพูดคุยนี่ล่ะนะ ถ้าเกิดว่ามีคนให้พูดคุยตลอดเวลาก็คงจะดีนะ

ตรงนี้เราขอขอบคุณเพื่อนคนนั้นอีกครั้งก็แล้วกัน โคตรช่วยเลยอะแต่คงไม่รู้หรอกว่ามันขนาดนี้ จริงๆคงไม่เข้ามาอ่านหรอก ถ้ามาเห็นว่าแค่คุยกันทีเดียวกลายเป็น blog โพสต์นึงคงจะตลกน่าดูเพราะงั้นไม่เห็นก็น่าจะดีแล้ว

ปล. เปิด iPod ไปเจอภาพถ่ายเพิ่งจำได้ว่ามันพีคตรงนี้ด้วย คือเดินปลีกตัวออกมาจากปาร์ตี้ แล้วเจอแมวที่ไม่ค่อยได้เห็นพอดี คือแมร่งจังหวะนั้น ดีใจมากอะ เรียกแล้วมาหาด้วย เหมือนว่าเจอแล้ว คน(ตัว)ที่แมร่งเข้าใจเราได้โผล่มาช่วยแล้ว พอดีสุดๆ คือเมื่อวานเนี่ยกอดมันแบบอยากให้มันพูดได้มาก