Tuesday, October 10, 2017

ประสบความสำเร็จ

วันนี้ผลประกวดเพลง Pump It Up ประกาศออกมาได้ที่ 1 ตัวเองยังไม่อยากจะเชื่อเลย ยังไงเรื่องราวเบื้องหลังของเพลง ไปอ่านในนี้ได้ครับ


ก็ทำให้รู้สึกวาบขึ้นมาได้เลยว่า... เราประสบความสำเร็จแล้ววว!!

"ประสบความสำเร็จ" ในความหมายนั้นนั่นแหละ ความหมายที่คนทั่วไป ใช้กับการที่สามารถไปถึงสถานะ การงานมั่นคง มีเงิน ครอบครัวอบอุ่นและเพื่อนฝูงรักใคร่

พูดแบบนี้อาจจะฟังดูเว่อร์ ชนะมันก็น่าดีใจอยู่แต่ไม่ถึงกับประสบความสำเร็จหรอกมั้ง? อาจจะเป็นคำถามที่คนแบบแม่ผมคิดในใจ "แล้วก็อย่าลืมสมัครสอบ กพ. กับหางานนะลูก" ผมรู้ว่าแม่ไม่ได้รอสิ่งนี้อยู่แต่ยังไงเกิดขึ้นแล้วก็ดีใจด้วย แม่ยังรอวันที่ผมจะประสบความสำเร็จอยู่ โดยที่ไม่รู้ว่านี่แหละประสบความสำเร็จแล้วนะ! At this very moment!

(เอาจริงๆที่ทำได้ส่วนหนึ่งเพราะว่าไม่มีงานประจำ เพราะปกติทำไม่มีเสาร์อาทิตย์อยู่แล้วก็เลยลางานกับตัวเองแล้วเอาเวลา 4 วันมาตั้งใจกับอะไรก็ได้ ถ้างานปกติคงหา 4 วันต่อกันได้ยากมาก)

ผมเชื่อว่า ความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับความจำเป็นต่อชีวิตก็ได้
(กลับกัน ผมคิดว่าเป็น extra ของชีวิตที่คนเราเพิ่มเข้ามาเองมากกว่า หรือพูดอีกอย่างก็คือคำถามที่ว่า "เราเกิดมาทำไม")

ที่ผ่านมาผมมองไปในโลก social ผมเห็นเพื่อนญี่ปุ่นแต่งงานแล้ว ผมเห็นพี่อีกคนมีลูกรักแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่เขาไขว่คว้า ผมว่าเขาประสบความสำเร็จ

ผมเห็นอีกคนโชว์พอร์ตหุ้น โชว์พอร์ต bitcoin ขึ้นอย่างมหาศาล นั่นเป็นเป้าหมายของเขามาตลอด เขาก็ประสบความสำเร็จแล้ว

ผมเห็นอีกคนปล่อยเกมที่ทำมานานแล้ว แม้ยอดขายอาจจะยังไม่ถล่มทลาย แต่ผมรู้สึกได้เลยว่าคนๆนั้นประสบความสำเร็จแล้ว แม้เงินจะจำเป็นกับชีวิตก็ตาม เพราะเห็นเขาตั้งใจทำเกมแนวนี้มาตั้งแต่ 4-5 ปีที่แล้ว

ความหมายประมาณนี้ ความสำเร็จที่ว่า มันเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกได้ว่าสมมติตายพรุ่งนี้ ก็จะเสียใจน้อยลง

เอาง่ายๆ สมมติวันนี้ได้เงิน 10 ล้านเลยแล้วตายพรุ่งนี้ เทียบกับวันนี้ชนะ Pump It Up Contest แล้วตายพรุ่งนี้เหมือนกัน ผมว่าอย่างหลังตายตาหลับกว่าเยอะ มาก...

เห็นมั้ยว่า sense of success มันต่างกัน แม้ดูเผินๆอาจจะดูกลับกันว่าได้เงินขนาดนั้นยังไงก็ต้องดีกว่า

ผมเคยชอบคนๆนึง แล้วสุดท้ายก็ตัดสินใจบอกเขาแล้วด้วย ถามว่าตายพรุ่งนี้แล้วตายตาหลับได้ดีขึ้นมั้ย ก็ใช่...

แม้จริงๆจะดูเหมือนความล้มเหลวก็ตาม แต่เห็นมั้ยว่ามันมีความสำเร็จอยู่

ครั้งนี้จะได้มีเพลงในตู้เกมอาร์เขตเป็นครั้งแรกดีใจมาก ย้อนกลับไปถึงตอน ปี 3 ที่เอาเงินเป็นหมื่นมาซื้อโปรแกรมแต่งเพลง Ableton Live 9 เพราะมันดันลดราคาอยู่ เรามาไกลเหมือนกันนะ อยากจะรู้ว่าเพลงเราเวลาออกมาจากลำโพงอาร์เขตจะเป็นยังไง เพราะทุกวันนี้ไม่เคยใช้ลำโพงแต่งเพลงได้ mastering ก็ต้องทำเดาๆในหูฟัง

หวังว่าความสำเร็จอันต่อไปจะเป็นจริงได้ ก็คือวันที่จะปล่อยเกม Mel Cadence นั่นแหละ.. ไม่ใช่วันที่ขายได้ดีจนเลี้ยงตัวเองได้นะ วันปล่อยนั่นแหละ.. เกมที่นั่งทำมาคนเดียว เกมที่ติดต่อกับคนญี่ปุ่นเองจนพิมพ์ญี่ปุ่นเริ่มได้ เกมที่ทำให้ได้เอาเข็มกลัดไปส่งต่อถึงมือคนแต่งเพลง ถ้าปล่อยมันออกมาได้ ไม่เรียกว่าสำเร็จก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว..!

ถ้าเกมขายไม่ได้ บางคนอาจจะมองว่าเป็นเกมที่ล้มเหลว ถ้ามาทำเกมเพื่อหาเงินก็คงตามนั้น ขายไม่ออกก็ล้มเหลว แต่อย่าลืมตัวเราเองด้วย ถ้าเรามาทำเกมเป็น life goal ด้วย เราก็ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ยอดขายแล้ว และจริงๆชีวิตเรามันอาจจะต้องการแค่นั้นก็ได้นะ นอกเหนือจากปัจจัย 4

ผมเชื่อว่าจริงๆแล้วความสำเร็จ มันมีความหมายแนวๆนั้นมากกว่า

Sunday, September 10, 2017

ทริปภาค 2017

1. โปรเจคนั้นที่คิดไว้ตั้งแต่ปีใหม่ นึกได้ว่าต้องรีบแล้วล่ะ มาทริปนี้ได้ไอเดียพอสมควร
2. DJ จาก Spotify สนุกดี
3. อูฐ
4. Switch ได้แตะแล้ว ไฮเทคสุดๆ

Saturday, July 1, 2017

Echo เมเจอร์รัชโยธิน

ตอนนี้ตี 2 ครึ่งแล้ว เพิ่งกลับมาจากเมเจอร์

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของร้านเกมสาขานี้แล้วเนื่องจากเจ้าของ chain สู้ราคาพื้นที่ของทางเมเจอร์ไม่ไหว เลยเห็นว่าต้องทะยอยเอาออกจากเมเจอร์ และที่นี่ที่ใกล้บ้านขนาดเดินมา 5 นาทีก็ถึง มันคงไกลจากหลายๆคนแล้วมากันยาก บวกกับก่อสร้างสายสีเขียวอีก

ก็เลยถึงเวลาต้องจากกันแล้ว


Saturday, June 3, 2017

ลืมวันเกิด

พอดีไม่ได้เข้าเฟสรัวๆ แล้วก็ช่วงที่ผ่านมาโต้รุ่งจนลืมวัน....

ตัวเองคิดแบบนั้นไปแปปนึง แต่ก็แค่ข้อแก้ตัว เพราะยังไงลืมก็คือลืมจริง

ที่มารู้เพราะเข้าเฟสไปแล้วมันมีของเมื่อวานมาบอกด้วยนี่แหละ ถ้าไม่มีเฟสคงจะไม่เอะใจอะไรเลย (ยังไงก็ขอบคุณเฟซตรงนี้ด้วย)

ปกติเราจะคิดว่าควรจะอวยพรย้อนหลังดีมั้ย แก้ตัวยังไงดี

แต่ครั้งนี้คิดใหม่ได้ คือจะไม่อวยพร และจะไม่ทักไปแก้ตัวอะไรทั้งสิ้นเลยน่าจะดีกว่า

ถ้าอวยพรกับแก้ตัว ความรู้สึกผิดมันคงลดลงมาก (นั่นคือ point ที่อยากย้อนหลังจริงๆใช่มั้ย? จากคงามอยากอวยพรจริงๆ กลายเป็นเพื่อตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?)

แต่ครั้งนี้ตัดสินใจจะลองแบกความรู้สึกนี้ไว้

แบกไว้อีก 1 ปีเต็มๆ แล้วดูซิว่าปีหน้ามันจะลืมได้มั้ย

(เอาจริงๆเขาคงจะไม่ได้นึกถึงเราหรอก แต่ยังไงความแคร์ใครมันก็เป็น unidirectional graph อยู่แล้ว ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เป็นแบบนั้นแหละดี จะได้ไม่โดนตะหงิดใจที่ลืมวันเกิด.. เหอๆ)

ถามว่าทำไมต้องเสียใจขนาดนั้น ก็เพราะว่า โอกาสได้คุยกันอย่างเป็นธรรมชาติแค่ครั้งเดียวใน 1 ปี มันหายไปแล้วไงล่ะ ปกติเป็นคนกล้าทักใครซะที่ไหน

แล้วก็สุดท้าย หวังว่าเขาจะไม่มาอ่าน blog นี้ แต่ปกติไม่มีใครมาอยู่แล้ว...

Thursday, May 4, 2017

ทริปญี่ปุ่นครึ่งหลัง - นาริตะ / Narita (3/3)

วันสุดท้ายก็ไป Co-working space ที่ Shibuya ที่เล็งไว้















Ants-office (ありんこオフィス) (http://www.ants-office.com) ที่นี่แนะนำเป็นอย่างมากกกก! เพราะแพคเกจถูก ราคาดี มีแยก daytime, night time แล้วก็ไม่แพงเท่าที่แรก เปิดเพลงเบาๆ แต่เปิด EDM อีห่า เปิดเบาๆทำไมไม่เปิด pop, bossa นี่ Tremor มาเลย 555



แล้วก็เครื่องดื่มฟรีไม่อั้น! มีน้ำเหมือนในร้านอาหารเลย calpis, ginger ale, กาแฟ โกโก้ มอคค่า ร้อนเย็น
นี่นั่งกินจนจะเป็นเบาหวาน

แล้วก็เลยได้ให้น้องถ่านหินออกโรงครั้งแรก ตั้งแต่เที่ยงๆถึง 1 ทุ่มก็ร่างได้มาเท่านี้ พึงพอใจกับความละเอียด 8192 มาก





จากนั้นผมก็ออกมา Narita ตามแผนยกเลิกโรงแรมมานอนสนามบิน ซึ่งก็ได้มาสำรวจที่นอนกับปลั๊กสมใจอยาก (มาครั้งต่อไปพุ่งไปถูกที่แน่ๆ) ไปอ่านรีวิวละเอียดได้ตามนี้เลย


พรุ่งนี้หวังว่าจะตื่นทัน 9 โมง... ต้องทันสิ ไปนอนดีกว่าาา

ทริปญี่ปุ่นครึ่งหลัง - ลาก่อน เฉาก๊วย (2/3)



วันนี้ (จริงๆเขียน blog วันนึงให้หลัง แต่จะเขียนวันนี้ให้หมายถึงเมื่อวานของวันนี้ งงมั้ย 55) จริงๆว่าจะไป co working space ที่ Shibuya

แต่ที่คิดๆมานาน... ก็คือ จะซื้อ tablet วาดรูปใหม่ดีมั้ย

คือคนมาญี่ปุ่น จะคิดแต่ฝากซื้อรองเท้า Onitsuka บ้าง Anello บ้าง เครื่องสำอางค์บ้าง แต่อย่างนึงที่คนคิดไม่ถึงคือ Wacom ราคาถูกกว่าไทยมากครับ (16000 บาท -> 12000 บาท)

แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแผนครั้งใหญ่ เพราะอีก 2 วันที่กลับเที่ยวบินมัน 9 โมงเช้า แล้ววันนี้ตื่น 7 โมง ถ้าวันสุดท้ายตื่นแบบนี้ต้องชิบหายแน่นอน

ก็เลยเกิดแผน extreme ขึ้นมาอีกอย่างคือ cancel โรงแรมคืนสุดท้าย แล้วลองไปนอนสนามบิน Narita กันดีกว่า!

สมัยเรียนนอน Kansai มาหลายคืนทุกครั้งที่กลับมาญี่ปุ่นจากไทย (Air Asia X มันถึง 5 ทุ่ม ออกไปไหนเท่ากับตาย) จนรู้ตำแหน่งโซฟา เก้าอี้ และปลั๊กเทพแล้ว ก็คิดเหมือนกันว่าอยากรู้ว่า Narita จะเป็นไงบ้าง

โอเคเลยตกลงตามนั้น วันนี้เลยเปลี่ยนจาก co working เป็นตัดสินใจเรื่อง tablet ซะที เพราะญี่ปุ่นคงไม่ได้มาง่ายๆอีก

จริงๆก่อนมาไม่ได้คิดจะซื้อเลย แต่เพิ่งมานึกออกว่าประเทศนี้ Wacom ถูกนี่นา..


Tuesday, May 2, 2017

ทริปญี่ปุ่นครึ่งหลัง - Co-working adventure (1/3)

ที่ต้องแบ่งเป็นครึ่งหลัง เพราะจริงๆทริปว่าจะจบลงในวันที่ 1 แล้วกลับวันที่ 2 นั่นเอง

แต่ตอนซื้อตั๋วปรากฏว่าตั๋วกลับวันที่ 5 ค่อนข้างถูกกว่า...

ก็เลยปิ๊งไอเดีย ใช้ ability เฉพาะของ Freelance Game Dev นั่นคือ "ทำงานที่ไหนก็เหมือนๆกันถ้ามีปลั๊กกับเน็ต"

เกิดเป็นแผน "อยู่ญี่ปุ่นต่อ แต่ใช้ชีวิตเหมือนอยู่ไทย" ดูซักครั้งในชีวิตซิ! ก็คือหาที่ทำงาน ปกติที่ไทยไปคาเฟ่ไม่ก็อยู่ห้องไรงี้ นี่ก็น่าจะทำแบบเดียวกันได้ แค่ว่าอาหารเที่ยงเย็นมีราเมงให้หาชิม แล้วก็ตกดึกเล่นเกมที่ไม่มีที่ไทยได้~! (ต้องห้ามใจไว้ด้วย ตาละ 100 เยนดูถูกแสนถูกแต่แปลงเป็นไทยแล้วจริงๆเท่ากัน)

สำคัญกว่าคือตังจะหมดแล้ว ไปหาร่อนเที่ยวไม่ได้ ซื้อเพลงมามากเกินไปหน่อย 555 ตอนแรกไม่คิดเลยนะว่าแลกมา 50000 เยนมันจะหมดได้ - -  จนในที่สุดได้ใช้สูตรโกงกดธนาคารญี่ปุ่นที่เหลือเงินเก็บทิ้งไว้ 3 แสนเยน ที่ว่าจะเก็บไว้โอนให้นักแต่งเพลงญี่ปุ่น

นี่ก็เลยคิดจะไปลองหา co-working space ดูว่ามันจะเป็นไง (จากที่อยู่​ญี่ปุ่นมา ประเทศนี้หาปลั๊กยากมากๆ คาเฟ่แทบไม่มีปลั๊ก Starbucks ยังแทบไม่มีปลั๊กเลย ปลั๊กหาง่ายสุดคือในส้วมที่มีที่ฉีดตูดอัตโนมัติ แล้วถอดปลั๊กส้วมมาเสียบคอม เคยค้างคืนในส้วมมาแล้ว 5555)

ได้ข้อมูลมาจาก https://tokyocheapo.com/business/drop-in-coworking-spaces-tokyo/ ก็เลยสุ่มเลือกมา ก็ว่าจะลองไปที่ Ginza แหล่งร้านอาหารแพงห้างหรู

หรูจนไม่มีร้านเล่นเกมกับร้านข้าวหน้าเนื้อโง่ๆเลย ลำบากมาก 555



อาหารเช้า แน่นอนไหนๆมาเที่ยวคนเดียวแล้วก็อยากทำสิ่งที่ทำเมื่อมากับเพื่อนไม่ได้...​ คือกินโซบะ



ถ้ามากับเพื่อนเกิน 4 คน โอกาสน้อยมากที่จะไม่มีซักคนบ่นว่าอาหารบ้าอะไรไม่มีเนื้อ มีแต่แป้งกับน้ำ ไปร้านอื่นเหอะ 555 แต่จะบอกว่าเราชอบมาก แล้วมันมีไม่น้อยด้วยนะ เช่นอุด้งเต้าหู้หวาน โซบะเปล่าๆ หรือโซบะผักเทมปุระที่เห็นในภาพ

จากเว็บบอกให้ไปชั้น 2 ของตึกโง่ๆนี้ ซึ่งป้ายยังไม่มีเลยว่าชั้น 2 คืออะไร





ขึ้นมาชั้น 2 เจอแต่ทางเดินแคบๆกับห้องน้ำนึกว่ามาผิดมาเจอชั้นว่าง



..แต่ที่ไหนได้ในประตูไม้นั่นมันเป็น co-working space 555









ได้เครื่องดื่มฟรี 1 แก้ว แต่ก็ไม่ค่อยฟรีหรอกเพราะค่าอยู่วันนึงตั้ง 2000 เยน
ราคา range อยู่ที่ 1000-2000 เยน เลยเลือกที่ๆแพงๆก่อน วันหลังว่าจะลองเข้าที่ถูกๆบ้าง



หลังจากประกาศกร้าวใน Twitter ว่าจะทำเกม เวลาผ่านไปจากเที่ยงถึง 1 ทุ่ม เพลงเสร็จซะงั้น 555 เกมไม่ได้แตะ 55 คือตอนกำลังจะเริ่มทำเกม อยู่ๆก็กังวลว่าเพลงที่เดดไลน์สิ้นเดือนจะทันมั้ยเลยเปิดดูเล่นๆ แล้วไอเดียก็มาซะงั้น Dynamix น่าจะรอดไป 1 เพลง.. เพลงนี้จริงๆร่างไว้ตั้งแต่สมัยเรียน ป โท ชื่อเพลง Antithesis ชื่อดูจะเท่นะ แต่ความหมายจริงๆคือ กูไม่อยากทำ Thesis แล้วว้อย

โดยรวมแล้ว ร้านเฉยๆ เพลงไม่มี ไม่เอะอะ แต่ ambient กลิ่น ราคา บรรยากาศ แพ้ร้าน NKNO ข้ามเมเจอร์ไปเยอะ (ที่สำคัญ NKNO 60 บาท นี่ 2000 เยน) รวมแล้วถ้าแค่วันแรก กลับไทยน่าจะดีกว่า เพราะออกมาจากร้านก็มืดละ เหอๆ



กินราเมงตามสัญญาตัวเอง



วันนี้ไอ้พูมกลับไทยแล้วเลยอดอยู่ห้องมันฟรีต่อ ก็เลยมาหาที่พึ่งที่คุ้นเคย โรงแรมแคปซูล Asakuka ของแท้ 2200 เยนที่ค้นพบกับไอ้โอเมื่อฝึกงาน 5 ปีก่อน!! จากวันนั้นมา มาโตเกียวเมื่อไหร่ที่พึ่งทางกายก็เป็นที่นี่เสมอมา ไม่มีอะไรถูกกว่านี้แล้ว แต่ห้ามทิ้งกระเป๋าไว้นะเขาจะทำความสะอาดห้อง ต้อง check out ทุกวันแล้ว check in หลัง 4 โมงเย็น









ที่บอกว่าของแท้เพราะส่วนมากแคปซูลเดี๋ยวนี้แพงกว่าห้อง guest house อีก มันกลายเป็นของหรูของนักท่องเที่ยวไปละ หาแคปซูลที่แปลว่าของประหยัดแทบไม่ได้ รู้จักแค่ที่นี่ที่เดียวนี้แหละ

แล้วก็ เน็ตแรง! ทำงานต่อในรูนี้ยังได้เลย

พรุ่งนี้ยังไม่ได้คิดว่าจะไปไหน จริงๆว่าจะออกจากรูไปหาเกมเล่นแต่เข้ามาแล้วใจสงบจนขี้เกียจละเลยมาเขียน blog แทน (กลายเป็น 1 วันที่ขาดทุนกว่าอยู่ไทยอย่างแท้จริง ถ้าไม่นับราเมงกับโซบะ)

แล้วก็ จริงๆคนที่ทำอะไรแบบนี้เขาเรียกว่า digital nomad (https://en.wikipedia.org/wiki/Digital_nomad) ก็อยากลองมี lifestyle แบบนั้นซักครั้งในชีวิตแบบเที่ยวไปทำงานไป แต่เอาจริงๆต้องรวยก่อน 55 แล้วก็ทำเกมรู้สึกตัวอีกทีจากเช้าก็เป็น 4 ทุ่มแล้วไม่รู้จะได้เที่ยวได้ยังไง ลองชิมแบบปลอมๆในช่วง 3 วันนี้ไปก่อนก็แล้วกัน 555